วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คิดจะเอาผล


คนไทยมีนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ ความง่าย อะไรก็ได้ สบายๆ แล้วๆกันไป

แลที่สำคัญ นั่นคือ ความเชื่อ หรือมักจะแฝงว่า ศรัทธา

ดังนั้น การกระทำใดเมื่อทำแล้ว ตนพอใจ ก็จบตรงนั้น ไม่สนว่าทำแล้วผลจะเกิดอะไร พอใจที่ได้ทำ แล้วก็ตู่คิดเอาเองว่า เมื่อทำแล้วต้องได้ผล

คร้ันมาเจอศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์่ชี้ให้เห็นว่า นั่นคือความคิด ความฝัน นึกไปเอง ว่าทำแล้วต้องได้ ความจริง มันมีแต่ลม

เพราะสิ่งที่มีผลอันแท้จริง ต้องดูที่ผลแห่งการกระทำ ว่าให้คุณให้โทษแก่ผู้ใดบ้าง

คำสอนที่เราท่านมักได้ฟังเสมอ ที่หยิบยกมา โดยเฉพาะนิสัยคนไทย ที่ชอบสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ทำบุญ ตักบาตร แล้วก็อุปโลกเอาเองว่า ทำตามคำสอนของพระภูมี สิ่งที่ทำนั้นเป็นบุญ เมื่อทำแล้วบุญย่อมย้อนมาอุปถัมภ์ตนในภายภาคหน้า แลได้สมหวังตามปรารถนาที่อธิษฐานเอาไว้

แต่ครั้นเวลาผ่านไป ความจริงก็ปรากฎ สิ่งที่ทำไม่ช่วยตนได้เลยแม้นแต่สักนิด เมื่อกรรมมาถึง ทุกข์ก็บังเกิด โรคภัยก็เบียดเบียน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า พระภูมีสอนให้พิจารณาซึ่งเหตุและผล การพิจารณาแต่เหตุแล้วด่วนสรุป พูดเองเออเอง ไม่เป็นแก่นสาร เอามาอ้างไม่ได้ หากแต่เมื่อผลปรากฎ จึงจักพิจารณาว่า เหตุแห่งการเกิดผลนั้นถูกหรือผิด ถ้าผลถูกปรากฎ การกระทำย่อมถูก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ผิดกฎของค่านิยม กฎหมาย กฎสังคม หรือ ข้อบังคับลัทธิพิธีกรรมใดๆก็ตาม

นั่นหมายความว่า หากเราท่านคิดจะเอาผล อย่าไปพึงดูที่การกระทำหรือวิธีการ เพราะจะมีอคติ ให้ดูผลแห่งการกระทำนั้นๆ

ดังนั้น การกระทำใดที่เป็นผล จึงต้องอาศัยซึ่งองค์ประกอบ ผู้รับ แล ผู้ให้ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ปรบมือ ผลจึงเกิด

หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่าง หากเรามีน้ำแก้วหนึ่ง แล้วเลือกที่จะให้แล้วไซร้ หากเรานำน้ำแก้วนั้นไปให้ผู้ที่มีน้ำเป็นตุ่ม น้ำของเราก็ไร้ค่า เรียกว่าผู้ให้เต็มใจให้ แต่ผู้รับไม่ต้องการ หรือไม่อยากได้ ค่าของน้ำจึงแทบไม่มี หรือไม่มีเลย เพราะเขาเทน้ำเราทิ้ง หรือวางทิ้งไม่ใช้

หากแต่น้ำแก้วเดียวกัน เรานำไปให้แก่ผู้ที่เดินทางมาเหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำจนแทบสิ้นชีวิต น้ำแก้วเดียวกันกลับมีค่ามหาศาล เพราะหมายถึงชีวิตคนเลยทีเดียว

อุปมาข้าวมธุปายาส ของนางสุชาดา ก้อนเดียว แทบทำให้นางสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ด้วยผลแห่งข้าวก้อนนั้น ทำให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์มากมาย แลมีพระอรหันต์ถึงเกือบแสนรูปนั่นเอง

ก็แล้วข้าวที่เราท่านบรรจงทำ ไปใส่บาตรทุกวันนี้ ทำไมจึงไร้ค่า เพราะผู้ทาน ทานแล้วนำแรงหรือกำลังที่ได้ไปทำอะไร

จึงไม่แปลกว่า ในการทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำว่า ขอให้เราท่าน มีมานะในการทานสมุนไพร และประพฤติตามธรรมคำสอนของพระภูมีที่ชี้แนะให้ เพราะผลบุญจักบังเกิด ก็ต่อเมื่อมีผู้ทาน ทำตนจนหายโรค และเป็นคนดีได้นั่นเอง มิเช่นนั้น การกระทำทั้งหมดที่ทำไปก็ไร้ค่า เพราะไม่มีผลแก่ผู้ใด

สิ่งที่แทรกเข้ามา และเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จ เรียกว่าเป็นกระไดขั้นแรกแห่งความสำเร็จ ในการใช้ทางเลือกนี้ แม่ชีเมี้ยนยกมาให้ฟังว่า พระภูมีทรงตรัส นั่นคือ "ความกตัญญู"

ธรรมหมวดสมุนไพร จะใช้ให้สำเร็จ ผู้ทานจึงต้องมีจิตกตัญญู และด้วยสิ่งนี้ ทำให้มุ่งมั่น มานะทาน และปฏิบัติตน

เมื่อขาดสิ่งนี้ ก็ขาดคุณสมบัติ แลไม่มีวันประสพผล

พูดง่ายๆ ธรรมของพระภูมีเป็นหลักปราชญ์ สอนให้เราท่านพิจารณาคนได้ จากพฤติกรรมนั่นเอง

คนขาดกตัญญู ย่อมไม่มีการควบคุมตน ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมคนเหล่านี้ เมื่อเข้าห้องสวดมนต์ จึงรักษาความสงบไม่ได้ แลคนรู้ ย่อมไม่อยากคบค้าสมาคม หรือพูดดีด้วย

คิดจะเอาผลในการช่วยตน ต้องเป็นคนดี แลรากฐานที่สำคัญ นั้น ย่อมมีจุดเริ่มจากความกตัญญููแก่ผู้ให้นั่นเอง ใครตกกระไดขั้นนี้ สิ่งที่ทำหลวงพ่อนิพนธ์อุปมาเหมือนสร้างเจดีย์ที่มีพื้นฐานไม่มั่นคง ไม่ว่าเจดีย์นั้นจะใหญ่สักแค่ไหน โดยเขย่าเบาๆก็พังครืนแล้ว ไม่ต้องพายุหรอก

เมื่อมีกตัญญู ย่อมมีมานะ พยายาม ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนดี แล้วทานสมุนไพร ผลสำเร็จย่อมบังเกิดอย่างแน่นอน นี่แลเครื่องตอบแทนที่แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า แลหลวงพ่อนิพนธ์ต้องการ ...

บทสรุป หลวงพ่อนพิพนธ์ย้ำคำแม่ชีเมี้ยนที่ตรัสว่า ศาสนาของพระภูมี มีไว้เพื่ออะไร ไม่ใช่สร้างวัตถุ หากแต่มีไว้เพื่อสร้างคน นั่นหมายความว่า อยากจะเอาผล ต้องสร้างตนเป็นคนดีให้ได้นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรื่องเล่าที่หายไป

โลกวันนี้ หล่อหลอมคน โดยการนำเอาผลเลิศ มาหลอกล่อ ให้ทำตาม

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนทั้งหลายเมื่อได้ยินได้ฟัง เรื่องใดสอดคล้องกับความอยากของตน ก็รีบกระโจนเข้าใส่ คาดหวังผลเลิศนั้น จะบังเกิดกับตน ไม่ได้ดูรายละเอียด เส้นทางที่จะเดินไป เป็นอย่างไร ผลก็คือ น้อยกว่าน้อย ที่คนเหล่านี้จะไปถึงซึ่งความฝันของตน

ตัวอย่างที่เด่นชัด สมัยนี้ เดินเข้าร้านหนังสือ หรือห้องสมุด จะหาหนังสือดีๆสักเล่มก็ยากยิ่ง แต่หนังสือ ... แล้วรวย มีขายวางให้เกลื่อน ก็ไม่แปลกเพราะคนทั้งหลายก็อยากรวยทั้งนั้น ยิ่งเป็นทางที่ไม่ต้องทำงานหนัก แล้วรวย

เมื่ออ่านบรรดาหนังสือเหล่านั้น ก็จะเห็นตัวโตๆ ว่าประสพผลอย่างนั้น อย่างนี้ แต่รายละเอียดในการที่จะก้าวมาถึงตรงนั้น มันหายไป ... หรือมีก็ลางเลือน ใช้กับตนไม่ได้

ย้อนกลับมายังแนวทางสมุนไพรก็เช่นกัน หลายคนที่มา ก็ด้วยเรื่องเล่าขาน หรือเห็นผู้ซึ่งประสพผล

จิตจึงมุ่งหวังว่า เมื่อตนมาย่อมประสพผลเช่นเดียวกัน

หากแต่ความจริง สถานที่นี้ผ่านคนมาเป็นแสนคนแล้วในวันนี้ แต่ผู้ที่ประสพผลในการช่วยตน ประมาณคร่าวๆ ก็ไม่น่าจะเกินร้อยละ ๕ เท่านั้นเอง

แต่เรื่องราวที่คนประสพผล ย่อมเป็นที่คนอยากฟัง เพื่อความหวัง หากแต่เรื่องที่ฟัง มีแค่ส่วนเดียวคือตอนจบของคนเหล่านั้น ว่าเขาประสพผล แต่เรื่องราวระหว่างทาง กว่าจะประสพผลนั้นเป็นอย่างไร ผ่านอะไรมาบ้าง แทบจะไม่เคยได้ยิน

แลก็มีเรื่องราวอีกอย่างหนึ่ง ที่เราคิดว่าสำคัญ นั่นคือ เรื่องของคนส่วนใหญ่ ที่ไม่ประสพผลในแนวทางนี้ นี่แหละคือเรื่องเล่าที่หายไป ที่สำคัญ

แม้นธรรมจะวิเศษสุดสักฉันใด สมุนไพรจะดีสักฉันใด ก็แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ จึงละทิ้งหรือไปไม่ถึงฝั่งฝัน

การประเมินกรรมต่ำไป นั่นเอง ทำให้ประมาท

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเตือนสติว่า เมื่อวาระสุดท้ายแห่งกรรมยังมาไม่ถึง เราท่านก็ยังไม่ซึ้งซึ่งความทุกข์ กว่าจะรู้ตัวก็กลับตัวไม่ทันแล้ว จะกลับมาบอกก็ไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาเตือนสติ อย่าประมาท ตีงูต้องตีให้ตาย หากจะช่วยตน ก็ต้องทำให้จบในคราวเดียว

คำตอบที่สะท้อนกลับมา นั่นคือ ไม่มีเวลา ต้องทำมาหากิน ต้อง... สารพันสารเพ ที่ใช้เป็นข้ออ้าง แล้วทำให้งานสำคัญคือกอบกู้ชีวิตตน กลายเป็นงานกระจอก ไว้ทำเมื่อไหร่ก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้

จึงอยากจะหยิบยกภาพที่หายไปเหล่านี้มาให้ฟังบ้าง คนหลายคนที่ผ่านมาสถานที่นี้ มักจะเริ่มจากการไปรักษาตัวที่อื่น จนหมดหนทาง แล้วจึงมาใช้สถานที่นี้

เมื่อมาทำถูก ผลถูกก็เกิด ร่างกายตอบรับการกระทำของตน แล้วดีวันดีคืน

หลายคน กลับมาช่วยตนเองได้ ทิ้งไม้เท้า ทิ้งรถเข็นได้

พอร่างกายเริ่มกลับมามีสภาพช่วยตัวเองได้ ที่นี้ก็เริ่มมีความเห็น ... ไม่ว่าด้วยเหตุใด ความห่างเหินก็เริ่มเกิด หรือแม้นกระทั่งห่างหายไปเลยก็มี

เมื่อยังช่วยตนไม่แล้วเสร็จ ท้ายที่สุดงูที่ยังไม่ตายก็แว้งกลับมาฉก อาการที่เคยเป็นก็หวนคืน ทีนี้จะกลับมาก็อายบ้าง ทิฐิบ้าง หรืออาหารหวนเฉียบพลันจนมาไม่ได้ก็มาก

เราจึงเสียดายเรื่องเล่าเหล่านั้น เพราะมันจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นหลัง ได้รู้ว่า หนทางนี้ มันไม่ราบเรียบ กรรมมันพร้อมที่จะฉุดกระชากเราท่านให้ออกจากวงจรการช่วยตนนี้ทุกวิถีทาง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า สิ่งที่เรากำลังสู้คือกรรม ย่อมไม่ปล่อยให้เราพ้นจากการเป็นบริวารง่ายๆอย่างแน่นอน ย่อมใช้ทุกสิ่งอย่างมาเป็นเหตุให้เราท่านทิ้งสิ่งดีๆที่ช่วยตนไป กลับไปอยู่ในสายกรรม

แลคนที่ไม่ประสพผล ก็ไม่เคยหวนกลับมาเล่าให้ฟังเลยว่า เพราะเหตุใด แต่ความจริงก็ประจักษ์ คนที่ไม่ประสพผลมีมากกว่ามาก

จึงอยากเตือนว่า หากคิดจะประสพผล หลวงพ่อนิพนธ์เตือนเสมอ อย่าประมาท ประเมินกรรมต่ำ มิฉะนั้น เมื่อรู้ตัว ก็หลุดวงโคจรไปเสียแล้ว โอกาสในการช่วยตนก็หมดลง

เมื่อมาแล้ว จึงหนีไม่พ้นที่ต้องเผชิญเหตุ ไม่ต้องโทษผู้ใด เหตุอันนั้น นั่นแลกรรมของเราท่าน มาดลบันดาล

สู้กับกรรม สู้กับโรค


จุดเริ่มที่แตกต่างอย่างเด่นชัด ที่พระภูมี ทรงชี้ให้เห็น แลหลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำว่า คู่ต่อสู้ที่แท้จริงมิใช่โรค หากแต่เป็นกรรม ที่เราท่านทำมาต่างหาก

แนวทางนี้ จึงเริ่มต้นคำสอนที่ว่า ความคิดใดๆในโลก ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดที่มีรากฐานมาแต่กรรม จะนำมาใช้ซึ่งการรักษาโรค รักษากรรมไม่ได้เลย

วิทยากรจึงกล่าวบ่อยๆในการบรรยายแก่สมาชิกใหม่ ว่า หากพร้อม ก็ควรเลิกเสียทั้งหมด ในวิธีการเดิมๆ ไม่ว่าจะยาเคมี สมุนไพรอื่นๆ ลัทธิ พิธีกรรม ชีวจิต มังสวิรัต กินเจ รวมไปถึงอาหารเสริมทุกขนาน เพราะสิ่งนั้น มิเพียงไม่ช่วยให้หายโรค แต่ยังอาจสร้างโรคใหม่ให้เกิดขึ้นได้ อันหมายถึงไม่ช่วยยังซ้ำให้อาการหนักขึ้นไปอีกนั่นเอง

คำถามที่มักย้อนแย้งมาเสมอ นั่นคือ ทำไมมีคนหายด้วยวิธีเหล่านั้นให้เห็นเล่า หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายให้ฟังว่า ก็ด้วยคนผู้นั้น ยังมีพรหมลิขิตนั่นเอง เมื่อยังไม่ถึงที่ตาย ไม่ต้องยาเม็ดละล้านหรอก แค่เม็ดละบาท ก็รอด

ปัญหาก็คือ เราท่านพรหมลิขิต ดีอย่างเขาหรือไม่นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้จุดให้ดูว่า เพราะมนุษย์เกิดมาต่างกรรม ต่างวาระ จึงจะเอาเหมือนกันไม่ได้

พวกที่โลภ เห็นความอยากตรงนี้ จึงเอามาเป็นจุดขาย ดูซิ คนนั้นทำอย่างนี้หายเห็นไหม ... แต่ความจริงมันใช้ไม่ได้กับทุกคน เรียกว่าไม่มีมาตรฐาน

สิ่งที่ช่วยได้จริง ต้องมีมาตรฐาน ผู้ใดทำเหมือนกัน ย่อมได้ผลเฉกเช่นเดียวกัน

แลย้อนกลับมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า โลกนี้แต่โบราณกาล พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หนทางเดียวที่จะชนะโรค ชนะกรรม นั่นคือ ต้องใช้ "ธรรม"

ทีนี้มาพิจารณาในรายละเอียด หลวงพ่อนิพนธ์ก็สอนว่า ด้วยเราท่าน ต่างกรรม ต่างวาระ เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง ต้องพิจารณาความเป็นจริง ไม่ใช่ตามความอยาก

หลายคนมาสถานที่นี้ เขาอาจไม่ต้องทำอะไรมาก แค่มาสวดมนต์ เข้ากระโจม ทานสมุนไพร ก็ช่วยตนได้แล้ว เราเห็นเราก็ทำตาม แต่เขาหาย เราไม่หาย นี่แหละไม่พิจารณาตน

คนที่เอาเหตุเอาผล แลฟังคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์นำมาพิจารณา ก็ต้องได้คิดว่า เพราะกรรมของเรามันหนัก สาหัสกว่าผู้นั้นนั่นเอง การกระทำที่เราทำมันจึงไม่พอที่จะช่วยตน

ก็ต้องสร้างตัวกระทำที่มากกว่าเดิม อาศัยธรรมนำตน หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ช่อง ให้ว่า ก็ให้มีสติ รักษากรรมฐาน คือ ความสงบ ใน ๓ สถานที่ นั่นคือ ห้องสวดมนต์ ห้องอบ และขณะรับสมุนไพร

เมื่อเรียนก็ต้องสอบ เมื่อสอบ ก็ดูผล เมื่อทำตามคำสอนแล้ว ยังเอาไม่อยู่ หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ก็ต้องเริ่มใส่ยาแรงขึ้น นั่นคือ การเสียสละ ทำตนเป็นพระเวสสันดร ด้วยการเป็นจิตอาสา ให้สุขแก่ผู้อื่น

ยายังแรงไม่พอ อาสาแล้วก็ยังกระเตื้องยาก ก็ต้องเพิ่มธรรมหมวดใจเข้ามาประกบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราทำใจ "ไม่โกรธ ไม่เห็นผู้อื่นผิด และไม่ติเดียนผู้อื่น" สักวันละชั่วโมงสองชั่วโมง ตามแต่กำลัง

หากแต่ว่ากรรมที่ทำมามันแรงนัก ขั้นตอนพิธีกรรม ที่กระทำที่มูลนิธิ ก็ยังหยุดไม่อยู่ ทีนี้ก็ต้องเพิ่มความเข้มข้น หาเวลามาสร้างตัวกระทำที่มีน้ำหนัก เลียนแบบพระนั่นคือ มีการกระทำ กาย วาจา ใจ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง สักระยะหนึ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเปิดให้มีการมาบวชชี หรือ มาพักอาศัยที่วัด อันจะทำให้มีกิจกรรมมากขึ้น และตลอดวัน ไม่ว่า ทานมื้อเดียว หรือ สองมื้อ มีการสวดมนต์ เช้า เย็น มีการสละแรงกายเป็นทาน มีการกระทำใจ แลมีการกระทำสนับสนุนเกื้อกูลพระ

คนส่วนใหญ่ หากมาถึงระดับนี้ ก็เรียกได้ว่า สามารถช่วยตนได้แล้ว หากแต่กรรมของตนถึงขั้นสาหัสสากรรจ์ เรียกว่า เอากันถึงตาย ในปัจจุบันทันด่วน ทั้งที่ยังไม่ครบพรหมลิขิต ก็ต้องใช้วิธีการที่เด็ดขาด ให้ผลเฉียบ่พลัน นั่นคือ การบวช

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนเคล็ดว่า เมื่อกรรมจะทำให้เราตาย พระภูมีก็อาศัยธรรมวินัย ทำให้เราตายก่อน เพื่อใช้กรรม

การบวช เป็นการละทางโลก ทิ้งทางโลกไปทั้งหมด มาถือวินัย ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ มีธุดงค์เป็นวัตร นั่นก็เหมือนตัดขาดทางโลก คือ ตายจากโลก ทั้งที่ยังมีชีวิตนั่นเอง

การบวช จึงเป็นวิธีการที่เรียกว่า โหดสุด ทำได้ยาก แต่ก็สมน้ำสมเนื้อ สำหรับผลที่พึงได้ หากไม่ถึงพรหมลิขิต หนทางนี้ หลวงพ่อนิพนธ์มั่นใจเสมอมาว่า ไม่ว่าโรคอะไร ใครทำได้ รอดแน่นอน

หนทางสู้โรค ในอนาคต จึงแบ่งแยกคนออกเป็นสี่กลุ่ม

ใครไม่อยากทำอันใดเลย ก็สวดมนต์รอบสอง ฟังบ้าง คุยบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง อ่านหนังสือ ทำความอยากของตน ก็เข้ากลุ่มนี้ไป

ใครที่อยากช่วยตน โดยสร้างตัวกระทำมากขึ้นหน่อย ก็เริ่มมาเข้าสูตร ๓ สงบ ของหลวงพ่อนิพนธ์ เริ่มจากการเข้าสวดมนต์รอบแรก ด้วยความสงบ มีสติ รักษากรรมฐาน เน้นอีกนิด ก็ไปเป็นจิตอาสา

ใครที่ทำแล้ว ยังหยุดอาการไม่อยู่ หรือ อยากประสพผลเร็ว มีวันเวลา ก็ไปเข้าคอร์ส อยู่กับพระ เริ่มฝึกตนให้เป็นคนดีอย่างจริงจัง

ใครที่อยากเป็นคนดี แลอยากช่วยตนเบ็ดเสร็จ ก็ใช้วิธีการบวช เรียนธรรมคำสอน และปฏิบัติ นำมาช่วยตน เปลี่ยนตนให้เป็นคนดี ตามแนวคำสอนของพระภูมี

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์พูดให้ฟังง่าย นั่นคือ เราท่านที่มาก็มีความอยาก คือ อยากหายโรค พระภูมีทรงบัญญํติธรรมหมวดสมุนไพร ก็มีความอยาก คือ อยากให้เราท่านทำตนเป็นคนดี มีธรรมนำตน คนที่จะประสพผล นั่นก็คือ ทำความอยากของพระภูมีให้บรรลุ ทำได้แค่ไหน ความอยากของตนก็ประสพผลเท่านั้น

โรคจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ นิสัยเราท่านต่างหากที่เป็นอุปสรรคใหญ่ แลเงินหรือความร่ำรวย ไม่ใช่ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการช่วยตน คนทำนิสัยได้ เปลี่ยนตนเป็นคนดีได้ ใครทำ ใครได้

คำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนพระยามธุดงค์ กล่าวว่า พระพุทธเจ้าแลสาวกไปที่ได้ สถานที่นั้นก็โล่งเตียน สวยงาม น่านั่ง ยามทำกิจธุระ ก็ขุดหลุมกลบเสียให้มิดชิด คนที่มาทีหลัง ดูแล้วก็สบาย นั่งสบาย ... แล้วเราเล่า ไปที่ใด ฉันแล้วก็ทิ้งขยะไว้ให้แก่เจ้าของที่ สมควรหรือ ส่วนเราท่าน ไปมูลนิธิ ทำเช่นไร พิจารณาก็รู้เองได้ว่าเดินตามรอยใคร