วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตัวแม่


คำสอนที่เราท่านมักจะได้ยินเสมอว่า ในโลกนี้ไม่มียารักษาโลก .... อันหมายถึง โรคที่มาดับชีวิต หรือ โรคตายนั่นเอง ... คำถามก็คือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เหตุเพราะคนทั้งโลก มองโรคเป็นโรค นั่นเอง

หากแต่พระภูมี ผู้ซื่งตรัสรู้ความจริงของโลก พิจารณาโรค แล้วตรัสว่า โรคเป็นบริวารของกรรม คือ รูปธรรมของกรรม ที่ปรากฎ

ดังนั้น การแก้โรค ที่ถูกวิธี และถูกจุด ตรงประเด็น เบ็ดเสร็จ จึงจำเป็นต้องแก้ที่กรรม อันเป็นต้นตอ

หากแต่กรรม มีการก่อกำเนิด จากความคิดกรรม ก่อให้เกิดรูปธรรม คือ การกระทำ พฤติกรรม เมื่อจะแก้ จึงจำเป็นต้องเริ่มจากความรู้ เพื่อสร้างความคิดธรรม ก่อให้เกิดการกระทำ พฤติกรรม ของบุญ เป็นปฐมเหตุ

ส่วนโรคเป็นบริวาร เป็นปลายเหตุ เป็นรูปธรรม ก็อาศัยสมุนไพร ที่เป็นรูปธรรม เป็นบริวารของธรรม แก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ขอเพียงยืนระยะการทาน มีมาตรฐาน ของพฤติกรรมระดับหนึ่ง ก็จบแน่นอน

คำตอบ ที่ไม่มียารักษาโรค ก็ด้วยเหตุที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดเอาชนะกรรมได้ ไม่มีวิธีใดที่มนุษย์บัญญัติ สามารถสู้กรรมได้ ความจริงข้อนี้ ทำให้เมื่อวิทยาศาสตร์ถึงทางตัน จึงใช้วิธีการระงับอาการ หรือปฏิเสธปัญหา ด้วยการผ่าตัดทิ้งเสีย แล้วก็กล่าวอ้างว่าเป็นการรักษา ความจริงจึงปรากฎด้วยยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ การจะใช้หลักสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ความเริ่มอาจจะมาจากการอยากหายโรค แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของที่นี่ การหายโรคของที่นี่ แท้จริงก็เป็นแค่น้ำจิ้ม หรือของแถม ของแม่ชีเมี้ยนที่ให้ต่างหาก

จุดประสงค์ที่แท้จริง จึงอยู่ที่ตัวแม่ ตัวต้นเหตุ นั่นคือ กรรม หรือ นิสัยกรรมของเราท่าน ที่หากแม้นเราท่านได้ฟังธรรม แล้วพิจารณา นำไปปฏิบัติ เปลี่ยนนิสัยกรรม บางอย่าง ให้กลายเป็นนิสัยธรรม ได้แล้วไซร้ เท่ากับการกำจัดตัวแม่ ตัวต้นเหตุ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ไปได้

ผลที่ได้ก็จักมหาศาล เพราะทุกข์ที่เกิดกับเราท่าน มิใช่แค่เพียงแต่โรคที่เป็น หายจากโรคนี้ ไปเป็นโรคอื่น ก็ทุกข์อีก หายจากโรค ไปประสพอุบัติเหตุ ก็ทุกข์เช่นกัน หรือประสพเรื่องอื่นใด ก็ทุกข์เช่นกัน ...

เป้าหมาย หรือจุดประสงค์ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเป็นการแก้ทุกข์ทั้งหมด ทั้งปวง มิใช่เพียงแก้โรค ผลของการแก้ก็มิใช่จบแค่ตน ยังกระจายไปยังคนในครอบครัว แลสังคมส่วนรวม

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่สอน จึงเป็นเรื่องของกรรม อันจำเป็นต้องใช้ความรู้ของพระภูมี คือ ธรรมคำสอน เพื่อใช้เป็นแนวทาง เสมือนหางเสือ ในการประพฤติตน ชีวิตจึงปลอดภัย พ้นกรรมได้

คนทั่วไป ฟังคำสอนแล้วจึงไม่ซึ้ง ปล่อยเลยผ่านไป สนใจหรือมุ่งแต่สมุนไพร เพียงเพื่อให้ตนหายโรค หากแต่คนที่วิกฤต จักพบว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง แม้นจักทานสมุนไพรสักเพียงใด อาการของตนก็ยากที่ดีขึ้น นั่นคือ ถึงทางตัน

หลวงพ่อนิพนธ์ก็จักชี้ให้เห็นว่า นั่นย่อมหมายความว่า ผลแห่งพฤติกรรม เป็นตัวชี้วัดว่า การทานสมุนไพรจักมีผลเป็นเช่นไร หากพฤติกรรมยังเหมือนเดิม เท่ากับปิดกั้นสมุนไพร หากแต่เมื่อใดที่มีการนำธรรมคำสอนของพระภูมีมาปฏิบัติ นั่นคือการเปิดประตู หรือทำให้อำนาจของสมุนไพร อุปมาเหมือนจากระเบิดธรรมดา ก็ถูกกระตุ้นให้กลายเป็นระเบิดปรมาณู

คำเตือนเล็กๆ ที่มีต่อคนไข้วิกฤติ ที่ถึงทางตัน จึงมักกล่าวว่า เรือชีวิตของเรานั้นปริ่มน้ำแล้ว นั่นหมายถึง กรรมแม้นอีกเพียงน้อยนิด ก็จมเรือชีวิตของเราได้ ณ.จุดนี้ เราจึงทำกรรมอีกไม่ได้เลย

แค่ด่าว่าคนใช้ ก็จมเรือเราได้แล้ว ในทางกลับกัน การรักษาอารมณ์ ไม่โกรธ ไม่ด่าว่าใคร ก็จึงเป็นการกู้เรือชีวิตของเราได้เช่นกัน

เคล็ดลับของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่ไม่กลัวใครขโมย หรือลักไปทำ ก็ด้วยเหตุที่ผูกติดกับพฤติกรรมนั่นเอง ดั่งคำพรของแม่ชีเมี้ยน ยิ่งให้ยิ่งเจริญ และสาปไปพร้อมกัน ที่ว่า ยิ่งขายยิ่งฉิบหาย

ในอดีต เราจึงไม่แปลกใจที่คนไข้เอดส์ ที่ฟื้นฟูตน จนหาย หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกำชับคนเหล่านั้นเสมอว่า อย่าทำบาป โดยเฉพาะเรื่องชุ้สาว หลายคนก็กลับไปแต่งงาน มีครอบครัวมีลูก อยู่มาจนทุกวันนี้ หากแต่หลายคนก็ยังละทิ้งนิสัยเดิมไม่ได้ ห้ามใจตนไม่ได้ หนีวังวนชู้สาวไม่พ้น คนเหล่านั้น ไม่มีใครรอดมาถึงทุกวันนี้เลย

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นเป็นประจักษ์ คนที่รอดจากโรคด้วยสมุนไพร ร่างกายสู้ได้ ชั่วชีวิต จักไม่กลับไปเป็นโรคนั้นอีก คนไข้เอดส์ก็เช่นกัน แม้นหายเอดส์ แล้วทำตนไม่ได้ สิ่งที่เราเห็น นั่นคือ ไม่ได้ตายด้วยเอดส์ แต่ก็ไปเป็นโรคอื่นตาย ไตวายบ้าง ทานไม่ได้บ้าง ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเสมอ โดยเฉพาะกับจิตอาสาว่า สิ่งที่กำลังต่อสู้ คือ กรรม ไม่ใช่โรค กรรมมันมีอำนาจ ที่สำคัญคือ มันรอได้ และไม่จำเป็นต้องอาศัยโรคนี้มาเข่นฆ่าเรา หรือทรมานเรา ... มันแปรได้ เป็นโรคอื่นก็ได้ เป็นอุบัติเหตุก็ได้ ...

เมื่อจะหนี ต้องหนีกรรม ไม่ใช่หนีโรค จึงจักพ้น ดังนั้น มิใช่หยุดแค่การทานสมุนไพรแล้วอย่างอื่นไม่สน พฤติกรรมต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสินผล

ปริญญาในการฟื้นฟูตน ... จึงมีไว้ให้เฉพาะคนดีเท่านั้น ไม่คิดจะเป็นคนดี ไม่คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรม สมุนไพรอย่างดีก็แค่ยืด หรือทำให้หายโรค แต่ทำให้ชีวิตปลอดภัยไม่ได้หรอก

เรื่องเหล่านี้ หากไม่มีแม่ชีเมี้ยน เราท่านไม่มีวันได้รู้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรับรู้ ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงจำเป็นต้องพูด ต้องสอน โน้มน้าวทุกสิ่งอย่าง ด้วยผลแห่งความสำเร็จ ไม่ได้จบที่สมุนไพรนั่นเอง หากแต่จบที่ตัวเราท่าน นำความรู้ ไปพิจารณา แล้วทำ ...

ด้วยหลักของพระภูมี แก้ที่ตัวแม่ นั่นเอง จะกล่าวว่าโม้ ก็คงไม่ใช่ เพราะคงไม่เกินจริง ที่หลวงพ่อนิพนธ์จะบอกว่า "โรคอะไรก็ไม่กลัว อาการหนักแค่ไหนก็ไม่สน" ช่วยได้ หากเชื่อ ศรัทธาในเหตุผล แล้วทำตาม มีโอกาสรอดทุกคน

แต่ทำให้ใครหายไม่ได้ อยากหายต้องทำเอง

เรื่องกรรม เรื่องบุญ ที่เคยเรียน เคยรู้ วางไว้ก่อน มาเรียนตำราแม่ชีเมี้ยน พิจารณา แล้วทำตาม .... หากอยากช่วยตน เมื่อพ้นแล้ว จะทิ้งตำรานี้ ก็ไม่ว่ากัน กลับไปยึดตำราเก่า ก็ตามแต่ เวลานี้ ถ้าอยากหายโรค ก็ต้องถือสุภาษิต "เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม"

ก็ขนาดคนอิสลาม เป็นโรคกระดูก หลวงพ่อนิพนธ์บอกต้องทานขาตั๊ง คนอิสลามบอก ห้ามทานหมู หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ท่านก็ไปถามพระเจ้าท่านดูว่า หากท่านไม่ทาน ท่านก็จะไม่มีชีวิต ไปกราบพระเจ้า ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนที่มีเมตตา จะห้ามไม่ให้ทานหรอก

ก็รู้ว่าทุกคนมีเกจิคณาจารย์ มีหมอดี มียาดี ... แต่มาถึงที่นี่ วางไว้ก่อน หยุดไว้ก่อน เอาตัวรอดก่อนดีไหม ... อย่าเหยียบเรือสองแคม เพราะวันใดที่เรือออกจากฝั่ง มันจะแยกออก ท่านจะต้องตกน้ำอย่างแน่นอน

เลือกลำใด ลำหนึ่ง ไม่ชอบที่นี่ ไม่เห็นด้วย ไม่... ก็ไปที่อื่นที่ตนเองชอบ ไม่ว่ากัน ไม่มีภาคบังคับ ท่านมีสิทธิ์มาลอง มาเลือก ทำนองกลับกัน ที่นี่ ก็มีสิทธิ์เลือก คัดเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ ตามบัญญัติฟ้าดิน เช่นกัน

นี่จึงขึ้นกับความพอใจทั้งสองฝ่าย เมื่อพอใจ ก็มาร่วมมือ ตบมือกัน เสียงจึงดัง ผลจึงเกิด ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งตบ อีกฝ่ายนิ่ง ... แรงที่เสียไป ทรัพย์ที่ลงไป ก็เสียเปล่า ... ผลไม่เกิด บุญก็ไม่เกิด .. ไม่ใช่อ้างทำแล้ว ทำแล้ว ต้องเป็นบุญ เหมือนทุกที่อ้าง ...

คนทำ คนร่วมกันทำ ก็หวังบุญ จึงจักสู้กับกรรมได้ ... เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลา ก็ต้องเน้นการกระทำ ทำแล้วต้องเกิดผล ... ไม่มาทำทิ้งทำขว้าง หมดช่วงโปรโมชั่น ขั้นเชิญชวนมาทานสมุนไพรแล้ว ต่อไปจะเป็น ช่วงหาผลบุญ ... แล้วเราท่านจะได้เห็นปาฏิหารย์ของศาสนา ที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ ... นั่นคือ คนเป็นโรค ที่ทั้งโลกปฏิเสธ เดินมาสิบ ทำได้สิบ ก็หายสิบ เดินมาหมื่น ทำได้หมื่น ก็หายหมื่น ...

แล้วจะพบว่า สัจธรรมที่พระภูมีตรัสไว้ "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย ทำไม่ได้ วัฐสงสาร เกิด แก่ ไม่เจ็บ แล้วตาย .. ทำได้ หากเชื่อ ศรัทธา แล้วทำตาม ธรรมคำสอนของพระภูมี

นี่แหละคือเหตุผลว่า ทำไมโลกนี้ต้องมีศาสนา มีธรรมคำสอน ... ก็ไว้สำหรับคนที่เบื่อเจ็บ นั่นเอง

ธรรมหมวดสมุนไพร ช่วยได้ ... หากแต่เบื่อทั้งหมด ไม่อยากเกิดอีก ก็ต้องรอพระพุทธเจ้า ... ซึ่งก็คงอีกไม่นาน ... ตอนนี้ แค่ฝึกตนไว้รอ คร้้นพอพระพุทธเจ้าอุบัติจริง จะได้คุ้นเคย และทำตามได้

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สุดแต่ใจ


แม่ชีเมี้ยนทรงอุปมาศาสนาไว้ว่า "เสมือนไม้ไผ่ลำเดียว"

นั่นหมายความว่า หนทางการช่วยตน โดยหลักของพระภูมี มีเส้นทางเดียวให้เลือกเดิน ฟังแล้วพิจารณา ท้ายสุดก็ตัดสินใจ

แม้นธรรมจะมีอำนาจเหนือกรรม แต่กฎกติการ ของกรรมกับธรรม ก็มีเส้นกำกับที่กรรมจะยอมให้ธรรมมาก้าวก่ายและมีอำนาจเหนือ นั่นคือ ธรรม ช่วยใครไม่ได้เลย หากแต่คนที่อยากได้ ต้องมาเรียนรู้ แล้วทำเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางของธรรม ก็ดูจะลำบากเหลือแสน หากแม้นปราศจากเหตุและผลแล้วไซร้ ก็ยากยิ่งที่ใครอยากจะเดินตาม แต่ผลที่ได้รับ คือ ความสุขที่แท้จริง หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาไว้ว่า เสมือนเดินผ่านนรกก่อน แล้วจึงได้ขึ้นสวรรค์

ความจริง ข้อนี้เอง ทำให้สงฆ์สาวกของพระโคดม มีเพียงหลักแสน แม้นคนในอินเดียยุคนั้นจะมีนับร้อยล้านคนก็ตามที

เมื่อหนทางรอด ของคนที่มาก่อนหน้าบุกเบิกให้เห็น ว่าทำได้จริง หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเสนอ ให้คนป่วยพิจารณา แล้วตัดสินใจ

นับตั้งแต่ ท่านตอง ที่มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ในช่วงเปิดสำนัก ครั้งปี ๓๐ และให้พระทำกิจธุดงค์ ท่านต้องนั่งรถผ่านมาเห็น จะด้วยเหตุใดก็ตาม จึงลงรถมา เข้ามาถามไถ่

ด้วยเหตุที่ตนเองเป็นมะเร็งสมองขั้นสุดท้าย เมื่อได้คุยกับพระ แลตนเองครั้งนั้นก็บวชอยู่แล้ว จึงขอตามติดคณะสงฆ์ไปด้วย หลวงพ่อนิพนธ์ก็อนุญาต

ทางเลือกหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์เสนอให้ท่านตองในยุคนั้น ด้วยเห็นว่าเป็นชาวสวนชาวไร่ ดังนั้น จึงกล่าวกับท่านตองว่า ให้ดูแลมะพร้าวที่ปลูกไว้ เพื่อที่จะนำผลไว้ทำสมุนไพรแจกจ่ายญาติโยม ต้นไม้รอด ท่านก็รอด

ท่านตองก็ดูแลต้นมะพร้าวเหล่านั้นเป็นอย่างดี จนหายจากมะเร็งสมอง ในขณะที่พี่น้องอีกสี่คน ตายไปกับมะเร็งหมดแล้ว ท่านตองยังอยู่เป็นราษฏรอาวุโสที่เขาค้อ จนทุกวันนี้

เมื่อเส้นทางนี้ใช้ได้ ผ่านการพิสูจน์จากท่านตอง ก็ถูกนำมาใช้ในคนป่วยรุ่นต่อไปอีกมากมาย

มาวันนี้ เมื่อเริ่มรับคนป่วยเข้ามาอีกครั้ง ปฐมฤกษ์ของมะเร็งคนแรก ที่รับมา ก็เริ่มจากมะเร็งสมอง ชื่อต้อม ชายวัยสามสิบกว่า ก้อนมะเร็งเบียดประสาทจนตาเริ่มมองไม่เห็น การทรงตัวเริ่มเสียไป

สวนสมุนไพร จึงเป็นที่ที่ให้เลือก แล้วเขาก็คว้าไว้ ฝากชีวิตไว้กับต้นสมุนไพร นับพันต้นที่นั่น พร้อมด้วยสติที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ สมุนไพรเหล่านี้ ให้ชีวิตคน เมื่อท่านดูแล ผลแห่งการให้ ก็จะกลับมาเป็นชีวิตตน

มาวันนี้ ต้อมกลับมามองเห็น ขับรถได้ รดน้ำดูแลต้นสมุนไพรได้ทั้งวัน

คนที่สอง ที่สาม ... ก็ตามไป มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ... ทางเลือกนี้ ก็ทำให้มะเร็งดีวันดีคืน

แต่มันดีกับเฉพาะคนที่อยากได้

พฤหัสที่ผ่านมา มีมะเร็งขั้นสุดท้าย คีโมจนหัวล้าน หลวงพ่อนิพนธ์ก็เสนอทางเลือกนี้ให้ เขาไปอยู่สวนสมุไพรได้สองสามวัน ก็มาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า เขารู้สึกผิดหวังกับที่นี่

เพราะเขาคิดว่า หลักของพระภูมี ที่ทำแล้วเป็นบุญ นั่นคือ การนั่งวิปัสสนา กรรมฐาน ทำจิต ทำใจ และจะช่วยอาการของเขาได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นั่นมันหลักเห็นแก่ตัว ของฤาษี เมื่อทำแล้ว ก็หาบุญไม่ จึงไม่เห็น ไม่มีฤาษี ตนใด เข้านิพพานได้เลยแม้นแต่คนเดียว

เมื่อชอบแบบนั้น ที่นี่ไม่มี แลสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็คงช่วยไม่ได้ ดังนั้น ก็ขอให้ไปหาที่อื่น ที่ที่ตัวเองชอบ ไม่ว่ากัน ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องฝืนใจ แลผิดใจกันในตอนหลัง เพราะผลมันเห็นแน่ว่า ไม่มีทางสำเร็จในการช่วยตน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า การมาลอง ไม่ว่ากัน เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกท่าน ทุกอาการ หากแต่เมื่อลองแล้ว ก็ตัดสินใจ พิจารณา ทางเลือกนี้ ชอบก็ทำตาม ไม่ชอบก็ไปหาที่อื่น

แลก็ด้วย เป็นหลัก ตนพึ่งตน ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง ดังนั้น จึงเป็นภาคบังคับ ให้ต้องนั่งฟัง วิธีการ หรือ หลักการดำเนินการเพื่อช่วยตน แล้วนำไปใช้

ใครที่ใจร้อน ไม่อยากฟัง เบื่อฟัง ก็จึงไม่ควรมาเสียเวลากับสถานที่นี้เช่นกัน

แลบทสุดท้าย แห่งการหวังผล นั่นคือ ต้องมีมาตรฐาน เหมือน กรรม ทำงานก็ต้องมีเวลาเข้า ออก เมื่อจะทำธรรม ก็ต้องมีวันเวลา เช่นกัน ทำงาน อยากมา ก็มา อยากหยุด ก็หยุด ไม่ได้ฉันใด งานชีวิต ก็เฉกเช่นกัน ไม่ใช่อยากมาก็มา อยากหยุดก็หยุด เมื่อมาๆหยุดๆ เขาก็ไล่ออกจากงาน เฉกเช่นกัน งานชีวิต มาๆหยุดๆ ก็ต้องกันออกไปก่อน ทุ่มเทให้กับคนที่พร้อมดีกว่า

นั่นหมายความว่า เมื่อเปิดม่าน สมุนไพรที่สูญเสียไปกับคนกินเล่น จะถูกรวบรวมกลับมา ให้คนที่มุ่งมั่น ทุ่มเท ใช้ในการกอบกู้ตน แทน เมื่อนั้น จะเห็นคนหาย เดินให้เกลื่อน แลไม่มีที่สำหรับพวกที่มาทานเล่น เขาฟังธรรม ข้านั่งเล่นไลน์ อ่านหนังสือ คุยกัน ไม่มีที่สำหรับคนพวกนี้แล้ว

ที่นี่ รับผิดชอบชีวิต ให้ค่าแก่กิจกรรมการกอบกู้ชีวิต จึงเปิดโดยไม่มีวันหยุด ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่มา ก็ต้องไม่มีวันหยุด ในชั่วขณะที่ฟื้นฟูตน หากแต่เมื่อหายแล้ว จะไม่มาอีกเลย ไม่ว่ากัน แต่ช่วงฟื้นฟู ไม่มา ก็ขาดกัน เพราะนั่นบ่งชี้ว่า ท่านกำลังเห็นสิ่งอื่นดีกว่าชีวิตตน อันเป็นการขาดคุณสมบัติที่ร้ายแรง ของหลักพระภูมี

อยากหายโรค หาวิธีให้ตายในโลก คิดพึ่งคนอื่น ไม่มีทางสมหวัง ทางเลือกเดียว ที่จะพิชิตโรคได้ คือ "พึ่งตนเอง" นี่แหละไม้ไผ่ลำเดียว ที่จะทำให้เราท่านสมหวัง

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มาตรฐาน


กรรมมีมาตรฐาน มีจุดเริ่ม มีจุดจบ เมื่อกรรมทำให้อุบัติเป็นโรคมะเร็ง นั่นจึงหมายถึงการกำหนดวันที่แน่นอนให้ เราท่านจึงได้ยินหมอวินิจฉัย ว่า เวลาของคุณเหลือเท่านั้น เท่านี้

เมื่อจะกอบกู้ ฟื้นฟูตน ก็ต้องใช้หลักการเดียวกัน นั่นคือ ความมาตรฐาน

ดังนั้น คุณสมบัติของผู้ป่วยมะเร็งที่จะฟื้นฟูตน จึงอยู่ที่มาตรฐานนั่นเอง จะทำเหมือนโรคอื่นๆทั่วไป ไม่ได้เลย เพราะต้องแข่งกับเวลานั่นเอง เวลาที่ใช้ในการทำลายอวัยวะ

โรคอื่นแค่ทำให้ภูมิอ่อนแอ แล้วก็เกิดอาการจึงตาย ไม่ได้ทำลายอวัยวะ แต่มะเร็ง ทำลายอวัยวะ นี่คือ ตัวกำหนดเวลา

ดังนั้น คุณสมบัติที่จะประสพผล และใช้ในการคัดเลือก จึงขึ้นกับมาตรฐานของคนผู้นั้น เป็นสำคัญ คนที่มีความพร้อม มีวันเวลา สามารถมาฟื้นฟูตน จนเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่อยากมาก็มา ไม่อยากก็หยุด มีธุระอื่นที่สำคัญกว่าชีวิต ... จึงหวังผลจากแนวทางสมุนไพรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่ได้เลย

หน้าที่หนึ่งของผู้ป่วย คือ ทุกสัปดาห์ต้องรายงานสภาพอาการ หากมีอาการบวม หรือ อื่นใด ต้องรายงานทุกครั้ง เพื่อหยุดอาการนั้นๆ ซึ่งบางครั้ง อาจจำเป็นที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องให้พักฟื้นฟู สามวันเจ็ดวัน ก็ต้องมีวันเวลาให้

คนที่สามารถทำตามคำบอกของหลวงพ่อนิพนธ์ นี่ถือว่า เปรียบเหมือนทำตามหมอสั่งได้ ย่อมการันตีถึงความสำเร็จทุกตัวคน

สำหรับคนอีกกลุ่มที่ไม่มีมาตรฐาน ก็จะถูกจัดเป็นอีกกลุ่ม หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า กลุ่มที่ไม่หวังผล อยากทานก็ทานไป ได้แค่ไหน ก็แค่นั้น

คนกลุ่มนี้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามที่หลวงพ่อนิพนธืกำหนด จะมาไม่มา และหรือ ไม่จำเป็นต้องมารายงานอาการ แต่อย่างใด

หากแต่บุคคลที่จะเข้ามาใหม่ ก็จะคัดเฉพาะคนที่สามารถยืนระยะ และทำตนเป็นมาตรฐานได้เท่านั้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คนไข้มะเร็งที่มาลงทะเบียน ในวันงานเปิดอาคาร ถึงวันนี้ มีประมาณ หนึ่งพันคน คนที่ไม่สามารถทำตามมาตรฐาน ก็จะถูกแบ่งไปเป็นกลุ่มอื่น แยกออกไป และเน้นไปยังกลุ่มคนที่ทำตนเป็นมาตรฐาน อันหมายความว่า ทุกคนที่เข้ามาตรฐาน รับรองว่า มีร้อยก็ประสพผลทั้งร้อย หากถึงพรหมลิขิต ก็การันตีว่า เป็นการตายที่สบาย ไม่เหมือนผู้ป่วยมะเร็งทั่วไป ไปอย่างสบาย ไม่ทุรนทุราย ไม่ต้องฉีดมอร์ฟีน ถึงเวลาก็ง่วงนอน หลับไป

ตอนนี้ ภาระหนัก จึงอยู่ที่การจัดหาสมุนไพร โดยเฉพาะสมุนไพรเขียว ที่ต้นปี ก็จะร่วงหมด กรรมการท่านหนึ่ง จึง บริจาครถมินิบัสให้ และกรรมการกลุ่มหนึ่ง ก็จัดหาคนมาช่วยเก็บสมุนไพร เพื่อแช่เก็บไว้ให้พอใช้ ไม่ขาดแคลนในช่วงต้นปี

คำถามจึงมีอยู่ว่า หลวงพ่อนิพนธ์ และกรรมการ ทุ่มเทเต็มที่ในการฟื้นฟู ให้ความสำคัญแก่ชีวิต เปิดดำเนินการทุกพฤหัส และอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด ... สิ่งที่คาดหวัง ก็คือ จะพบคนจริง ที่ให้ความสำคัญแก่ชีวิต เป็นอันดับแรก มุ่งมั่นฟื้นฟูตน จนสำเร็จ

ที่นี่ ไม่กลัวโรค แต่กลัวคนไม่จริง เพราะเสียเวลาทั้งสองฝ่าย ดังนั้น คนกลุ่มนี้ จึงจำเป็นต้องถูกปฏิเสธ และต้องมีการคัดเลือกบุคคล เพราะที่นี่อยู่ด้วยลำแข้ง ไม่มีองค์กรใดๆ มาเหลียวแล ไม่สามารถสูญเสียไปกับสิ่งที่ทำแล้วเสียเปล่าได้

พร้อมก็มา ประสานมือกัน ความสำเร็จย่อมเกิดแน่ หากไม่พร้อม ยังมีที่หวังอื่น ยังมีกิจอื่นที่สำคัญกว่า .... ไม่ต้องมา

แล้วปีหน้ามาดูกัน คนที่หายมะเร็ง เดินกันให้เกลื่อน ที่สำคัญ คนเหล่านั้น จากขยะของบ้าน ของสังคม จะกลายเป็นกำลังของสังคม เพราะคนเหล่านั้น จะกลายเป็นคนดี ที่กลัวกรรม มีธรรมของพระภูมีในหัวใจ เป็น เข็มทิศ ในการดำเนินชีวิต