วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

สามพี่น้อง


สมาชิกท่านหนึ่ง ครอบครัวเรียกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ดี ทั้งตัวเองและพี่น้อง ก็จบปริญญาทั้งหมดทั้งสิ้น แลก็มีฐานะมั่นคง

ด้วยความเป็นคนมีฐานะ มีการงานที่ดี นั่นก็หมายความว่า เป็นลูกค้าชั้นดีของโรงพยาบาล .. เข้าออกโรงพยาบาล จนได้สิทธิ์พิเศษ ขนาดที่ว่า โรงพยาบาลอนุญาตให้เป็นคนไข้พิเศษสามารถลัดคิว เรียกว่า มาปุ๊บ ก็พบหมดได้ทันที ไม่ต้องรอ

ผ่านไปหลายสิบปี หมดเงินไปกับโรงพยาบาลก็มากโข ท้ายที่สุด ร่างกายของเธอก็วิกฤต โรครุมเร้าหลายโรค หมอก็ช่วยไม่ไหว จนมีพรรคพวกแนะนำให้มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

เมื่อทางการแพทย์หมดทาง ไม่ว่าแผนไหน โรงพยาบาลไหน ทั้งรัฐ ทั้งเอกชนที่ว่าดี เรียกว่า ไปเยี่ยมมาหมด สุดทาง ก็มาลองสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

ด่านสำคัญไม่ใช่ความคิด ความเชื่อมั่นของตน หากแต่เป็นพี่และน้อง ที่คัดค้านหัวชนฝา ... สรุป มีงบ้าไปแล้ว

ผ่านไปหลายปี ผลการตรวจร่างกายล่าสุดของเธอ ผ่านทุกโรค คงเหลือแต่ค่าบางค่าที่ยังสูงอยู่นิดหน่อย

เมื่อตัวเองประสพผล เห็นพี่สาวที่ปัจจุบัน ต้องเข้าออกโรงพยาบาล และน้องชาย ที่วันนี้ หลังจากเริ่มรักษาอาการอัมพฤกษ์มานาน จนวันนี้ กลายเป็นอัมพาตเต็มตัว ไม่สามารถขยับส่วนไหนของร่างกายได้อีก

เธอนำสมุนไพรไปให้พี่สาว ที่ยังมีทางเลือก ผลคือ ยาอะไรวะ ทั้งกลิ่น ทั้งรสชาด ไม่น่าทาน แถมยังทานยากอีก พี่สาวเธอปฏิเสธ ในขณะเดียวกัน นำสมุนไพรให้ภรรยาน้องชาย ป้อนน้องชาย ที่หมดทางเลือก นอนนิ่งๆ

ผ่านไปสามเดือน มาวันนี้ น้องชายเริ่มขยับนิ้วและมือได้

เราเล่าภาพอันนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความอยากกับความจริง คนละเรื่อง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอ สมุนไพรเป็นไก่รองบ่อน ... หากจะช่วยคนที่เราท่านรัก ช่วงเวลาที่ดีที่สุด นั่นคือ ตอนฝาโลงเริ่มแย้มนั่นเอง ...

เพราะหากคนยังมีหวัง ทางเลือกนี้น้อยคนนักจะเลือก

บทสรุปที่อยากชี้ให้เห็น ทำไมต้องรอฝาโลงแย้ม ... ทำตั้งแต่ยังมีกำลัง มีความสามารถ งานยากก็จะเป็นงานง่าย ขืนรอตอนนั้น ไม่รู้กู้ทันหรือเปล่า

แลอย่าเที่ยวไปแนะนำคนนั้น คนนี้ เพราะเห็นผลกับตน ... เดี๊ยวจะกระเด๊งกลับมา โดนด่าอีกต่างหาก ... ยิ่งกว่าคุยเรื่องการเมืองต่างขั้วอีก ..

วันนี้ของน้องชาย เลิกยาโรงพยาบาล แลรับสมุนไพรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาหมดใจ ...

แต่ก็ไม่รู้ว่ากู้ได้ระดับไหน ... อย่างน้อยก็มาถูกทาง ...

ปรับเข้ารูปอีกนิด

ความอึดอัดประการหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มีมาตลอด นั่นคือ การที่ต้องร้องขอให้ช่วย เพราะรูปรอยของพระพุทธศาสนา การดำเนินกิจกรรมที่พระภูมีใช้ อาศัยรูปแบบของโรงทาน

หากแต่ความพร้อมยังไม่มี ก็ต้องพึ่งพาอาศัย การขายของเพื่อเป็นรายได้ส่วนหนึ่ง มาช่วย รวมทั้ง การบริจาคค่าที่จอดรถ หรือ ห้องน้ำ .. อะไรประมาณนี้บ้าง นับตั้งแต่อดีต

ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีเสียงสะท้อนกลับมา ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงพยายามที่จะเลิก แล้วปรับให้เข้ารูปรอย ซึ่งนั่นหมายถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ท่านต้องแบกรับภาระไว้แต่ผู้เดียว

วันนี้ เราท่านจึงไม่เห็นการบริจาคค่าที่จอดรถ ... ไม่มีการเปิดให้บริจาคช่วยซื้อสมุนไพร แลที่กำลังจะเห็นนั่นคือ การขายของจะพยายามให้ลดลง

วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้ตั้งซุ้มแจกทาน โดยจะมีการจัดแจกอาหาร อาทิ ราดหน้า หรือ แล้วแต่ แจกให้แก่ผู้ขัดสน ทานฟรี

แลถ้าเป็นไปได้ ก็จะพยายามให้ทุกสิ่งอย่างฟรีทั้งหมด ...

ส่วนจะอยู่ได้นานขนาดไหน .. ก็แล้วแต่ความอึดของหลวงพ่อนิพนธ์ เพราะสถานที่นี้ไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานใด หรือจากภาครัฐ

แลหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก ในการช่วยกันนำสมุนไพรมาด้วย กิจกรรมก็คงจบเร็วอีกหน่อย เพราะคงไม่มีการย้อนกลับไปรับบริจาคอีก ...

บทสรุป ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ... ทำไม่ไหวก็ปิด

บทสรุป รูปแบบที่หลวงพ่อนิพนธ์ปรารถนา แลเป็นของพระภูมี นั่นคือ สมาชิกส่วนใหญ่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่จะนำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรม โดยไม่มุ่งหวังความช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่น นั่นคือ อยู่ได้กลุ่มของพวกเรากันเอง โดยมีโรงทานเป็นศูนย์กลาง ไม่มีการรับบริจาคเงิน แลคนที่มาก็ไม่ต้องใช้เงิน

อันเป็นการแสดงเอกลักษณ์ "เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก"

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

กายพามา ใจพาไป


สถานที่นี้คนปกติ คงยากที่มาถึง คนที่มาถึงส่วนใหญ่ ก็คือคนที่ไปมาทั่วแล้ว จนท้ายที่สุด หมดทาง หมอทิ้ง หมดที่พึ่ง .. สถานที่นี้จึงถูกเลือก เรียกว่า เป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มาก็ว่าได้

นั่นก็คือ ความเจ็บของกาย เป็นตัวพามานั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นฟูตน ต้องใช้วันเวลา ต้องอาศัยองค์ความรู้ จึงจะทำให้ยืนระยะได้

หากยืนระยะ เป็นมาตรฐานกายได้ โรคก็ยากที่จะล้ม อาศํยวันเวลา ค่อยเรียนรู้ สร้างการกระทำของ วาจา และใจ ให้สอดคล้อง ผลสำเร็จก็ไม่เกินหวัง ไม่ว่าโรคอะไร

นี่จึงเหมือนเกมส์ชิงสาวก ... เมื่อธรรมอาศัยกายที่เจ็บพามา กรรมหากจะมาแย่งชิง คงใช้กายไม่ได้ สิ่งที่ได้ผลชะงัดก็คือใจ

อาศัยกรรมที่ทำมาเป็นเหตุ การมาของสมาชิก จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีเรื่องมีราวกระทบจิตใจ เจ้าหน้าที่บ้าง เพื่อนสมาชิกบ้าง ความร้อนบ้าง ... สร้างทิฐิมานะขึ้นทีละน้อย ... ใจก็จะพากายห่างจากที่นี่ไปทีละน้อย จากอาทิตย์ละครั้ง ก็เป็นสองอาทิตย์ครั้ง ... เป็นเดือนละครั้ง ... ในที่สุดก็หลุดจากที่นี่ไป

แม้นในภายหลังความเจ็บของกายจะเพิ่มขึ้นสักฉันใด ใจก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กายมาที่นี่ไม่ได้

แลหลักสมุนไพรของพระภูมี การจะประสพผล ต้องทำในคราวเดียว หากว่างเว้นไป แล้วกลับมากู้อีกครั้ง เหมือนมวยรู้ทาง การจะประสพผลก็ยากเป็นทวีคูณกว่าครั้งแรกมากนัก น้อยคนจะทำได้

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนสติให้พึงระลึกว่า สิ่งที่เรากำลังสู้อยู่ไม่ใช่โรค เราท่านกำลังสู้กับกรรม เมื่อทำลายกายไม่ได้ด้วยมีสมุนไพร ก็อาศัยทำลายใจ ... จึงพึงระวัง มีสติ เพราะอย่างไรเสียเมื่อทุกคนล้วนมีกรรม จึงต้องกระทบกระทั่งกันอย่างแน่นอน

การให้วางสัจจะ ไม่โกรธ และไม่เห็นผู้อื่นผิด นั่นเพราะสิ่งที่เกิด ย่อมเนื่องจากกรรมของเราท่าน ดลบันดาล

การทำสัจจะที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้นี้ จึงมีคุณหลายประการ ที่สำคัญคือระวังใจ และหยุดใจ ไม่ให้ลุกลามจนทำให้เสียโอกาสในการช่วยตน

โรคจึงไม่น่ากลัว นิสัยเราท่านสิน่ากลัว เพราะมันจะดลใจ ให้พากายออกจากที่นี่ไป รู้แล้วก็พึงระวังระไว ...