วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ธรรมสายกลาง

ความหมายของธรรมสายกลางของพระพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อนิพนธ์หยิบยกมาจากคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ให้ความกระจ่างชัด และมีความหมายยิ่ง

นั่นคือ ธรรมที่พระภูมีบัญญัติเป็นคำสอนให้ปฏิบัติ อันหมายถึงแนวทางบุญนั้น คือ "บุญบาปเกิดจากมนุษย์และสัตว์"

การกระทำใดก็ตามทีจะมีผลเป็นบุญบาป ย่อมหมายถึง ต้องมีผลกับมนุษย์และสัตว์ นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ขยายความให้ฟังว่า นั่นหมายความว่า พระภูมี มิได้จำกัดว่า บุญต้องเป็นของเฉพาะผู้นับถือศาสนาพุทธ ไม่จำเป็นต้องนับถือตัวพระภูมีเอง การกระทำก็เป็นบุญบาปได้ ขอเพียงมีผลกับมนุษย์และสัตว์

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ฝรั่งมังค่า คนแอฟริกา หรือที่ใดในโลก ก็สามารถทำบุญบาปได้เช่นกัน

หากแต่ความเจริญของฝรั่ง นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้น เน้นการกระทำหรือให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์และสัตว์ นั่นเอง จึงเป็นความดีที่ส่งผลให้

ความเจริญศิวิไลซ์ จึงหาใช่ดูจากวัตถุไม่ แต่พิจารณาจากจิตใจการกระทำของหมู่ชนนั้นๆ ว่าให้ค่าแก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์อย่างไร

เมืองไทย ที่บอกว่าเจริญในพระพุทธศาสนา มองแล้วน่าอนาถใจนัก ก็สถานที่นี้ เป็นสถานที่สร้างบุญ มีคนทุกข์มากมาย แต่ดูยามเข้าแถว ไม่ว่าจะตอนไหน ยิ่งตอนรับสมุนไพรด้วยแล้ว แก่งแย่ง เบียดเสียด หาน้ำใจแทบไม่ได้เลย ไม่สนคนแก่ คนทุกข์ เอาแต่ตน ดูแต่ตน ... ไม่ว่าหลวงพ่อนิพนธ์จะสอนสักเท่าใด

ฝันของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่จะเห็นความเกื้อกูล เอื้ออาทรในหมู่คนไข้กันเอง หรือหมู่คนทุกข์ด้วยกัน ยังยากยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงคนข้างนอก

หัวอกของครูบาอาจารย์ และแม่ชีเมี้ยน ที่มองภาพอย่างนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน จะทานได้สักแค่ไหน วันหนึ่งก็ต้องยอมแพ้ ยอมรับความจริง ว่าคนไทยมันด้าน สอนไม่ได้แล้ว

ภาพที่ครูบาอาจารย์ฝันให้เป็น คือ ความสงบ ความเอื้ออาทร ไม่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่มาบอกกล่าว ทุกคนรู้หน้าที่ คุมสติ คุมใจของตน ... อาจเป็นเพียงได้แค่ฝัน

คำของแม่ชีเมี้ยนที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาให้คิด เมื่อครั้งถ้ำกระบอก ย้อนเตือนความจริง ในครั้งที่หลวงพ่อนิพนธ์สมัยนั้น เดินยิ้มมาหลังจากเทศน์สอนลูกศิษย์ที่มากันมากมาย ด้วยความภาคภูมิใจ หากแต่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "ฉันไม่เห็นคนสักคน เห็นแต่ควาย" จนหลวงพ่อนิพนธ์ต้องอดถามไม่ได้ว่า เพราะเหตุใด คำตอบที่ได้รับกลับมา ก็คือ "ก็ไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นฟัง แล้วจะเอาไปปฏิบัติสักคนนั่นเอง"

เห็นคนไข้ ยามนี้ พฤติกรรมเยี่ยงนี้ ทำให้เราอดสะท้อน นึกถึงใจครูบาอาจารย์ไม่ได้ ว่า ท่านช่างมีน้ำอดน้ำทนยิ่งนัก ภาพอย่างนี้มันสะท้อน ว่า สิ่งที่สอน แทบจะเรียกได้ว่าสูญเปล่า ...

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์เตือนสติเสมอ พวกท่านแสวงหาบุญ ... ที่นี่คือแหล่งรวมคนทุกข์ ... เราท่านไปมองที่ใด

ฤาบุญของท่าน ต้องทำกับพระ กับโบสถ์ กับศาลา

แล้วไปบอกฝรั่ง ที่เขายืนเข้าแถว เอื้อเฟื้อคนแก่ ... ว่าคนเหล่านั้นหาบุญไม่ ...

แรงบันดาลใจ

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ตัดสินใจเดินหน้าเต็มตัว ในการรับคนไข้ พร้อมทั้งเปิดแผนกคนไข้ใน โดยเริ่มจากคนไข้มะเร็ง

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอ แม้นจะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ก็มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกับคนไข้ที่อาการเข้าขั้นวิกฤต นั่นคือ การมีสติ ที่จะต้องแยกว่า สิ่งที่เป็นอยู่ เป็นเรื่องของกาย อย่าให้ลุกลามมายังใจ

หลายคน อาการทางกายไม่เท่าไหร่ แต่อาการทางใจล่มสลาย ตายไปก่อนกายเสียอีก เรียกว่า ใจตกจนทานไม่ได้ นอนไม่หลับ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่ากายเสียอีก

ดังนั้น เมื่อคิดจะเปิดศึกกับมะเร็ง ทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหา ทำให้คนที่เป็นโรคนี้ หรือโรคอื่นที่ไม่ร้ายแรงเท่า มีจิตใจหึกเหิม สามารถยกระดับจิตใจขึ้นมาได้ ให้เหลือเฉพาะปัญหากายล้วนๆ แล้วมาสู้กัน นั่นก็คือ การสัมภาษณ์ หรือการมาเล่าประสพการณ์ให้ฟัง ของบรรดารุ่นพี่ๆ

นับจากนี้ไป หลวงพ่อนิพนธ์ก็จะให้คนป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะที่ผ่านอาการวิกฤตสาหัส และประสพความสำเร็จ มาพูดคุย ให้เพื่อนสมาชิกฟัง

ตัวอย่างหนึ่ง ก็ผู้ป่วยหญิงท่านหนึ่ง ที่เราท่านมักจะพบเห็นเธอเสมอๆ ที่ร้านขายปาท่องโก๊ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ อาการของเธอตอนมา นั่นก็คือ มีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด ตลอดเวลา ผ่านมาถึงวันนี้ ก็ ๔ ปี นับจากวันเริ่มต้น อยู่ดีมีสุข

ตัวอย่างเหล่านี้ จะทำให้ผู้ที่มาเดินตาม มีกำลังใจ และเห็นทางรอด จิตใจก็ไม่หดหู่ ... นั่นเท่ากับชนะไปเกินครึ่งแล้ว ที่เหลือก็อาศัยน้ำอดน้ำทน ยืนระยะ ทำตามรุ่นพี่

แต่ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมา หาใช่เพียงแต่ผู้ประสพผลไม่ หลากหลายเรื่องราว หลวงพ่อนิพนธ์ก็มักจะหยิบยก เรื่องของผู้ที่ล้มเหลวในการช่วยตน และวิเคราะห์ให้เห็นว่า เป็นเพราะเหตุใด

แม้นจะเล่าเรื่องมะเร็ง แต่ก็ใช้ได้กับทุกโรค ... จึงควรตั้งใจฟัง พิจารณา แล้วหยิบยกไปใช้ในการช่วยตน ความหวังก็จะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ไม่ต้องลองผิดลองถูกเองทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คุณลักษณะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

นอกจากกรรมอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว สิ่งที่มีมาคู่กัน ก็มีเพียงหนึ่งเดียว และนับเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ คือ ธรรมอันศักดิ์สิทธิ์

ปัญหาที่ชวนคิด และถูกถามเสมอ เพราะถูกกล่าวอ้าง นั่นคือ ความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมนั้นมีกระจายอยู่ทั่วไป ทุกมุมโลกหรือ ไม่ว่าไปที่ใด ล้วนแล้วแต่อ้างเอ่ยเป็นดินแดนศํกดิ์สิทธิ์ ขอพรอะไรก็สมปรารถนา เต็มบ้าน เต็มเมือง เต็มโลกไปหมด

หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า อันนั้นมัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง เป็นที่พึ่งทางใจ หามีตัวตนที่แท้จริง ดังนั้น ยามที่เผชิญกรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจึงช่วยไม่ได้เลย

หากแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ มีมาคู่กับจักรวาล คือ ธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นของโลกุตตระ เป็นหนึ่งเดียว พูดง่ายๆ นั่นคือ เป็นของเฉพาะส่วนตัว มีขอบเขตจำกัด

เมื่อผ่านพุทธกาลของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ คื่อ ๒๕๐๐ ปี โลกียะ เจ้าของโลกมนุษย์ มีกรรมเป็นอำนาจปกครองโลก จะเปิดให้ โลกุตตระ นำอำนาจธรรมมาให้มนุษย์พิจารณาเพื่อช่วยตน

การได้มาซึ่งอำนาจธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ จึงถูกมนุษย์คนหนึ่งซึ่งอาสาที่จะทำตนให้ได้มาซึ่งอำนาจ ผู้ที่ทำสำเร็จ เรียกว่ามีคุณสมบัติในการถืออำนาจ ด้วยการทำตนให้หมดกิเลส และมีสิทธิ์ใช้อำนาจนั้นแทนโลกุตตระ

แลนี่จึงเป็นคำยืนยันของแม่ชีเมี้ยนที่ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ในไม่ช้าก็จักมีผู้ทำตนจนสำเร็จ เป็นพระพุทธเจ้า มาสืบต่อจากพระโคดม

ในขณะที่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ แม่ชีเมี้ยนก็ให้หลวงพ่อนิพนธ์ มาปลุกปั่นพี่น้องคนไทย ให้ทำตนรอ และสามารถใช้อำนาจเสี้ยวหนึ่งของธรรม ให้ประจักษ์ในความจริงอันนี้ นั่นคือ ธรรมหมวดสมุนไพรนั่นเอง

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือสาวก ก็ล้วนแต่พึ่งพาอำนาจธรรม เพื่อช่วยตน

นี่คือความจำเป็นที่ต้องมีพระพุทธเจ้า แล้วผู้ใดอยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ใด ไม่ต้องมาร้องขอ เพียงแต่ทำตามแนวทางที่ท่านถากถางมาให้เห็นแล้ว ก็จักประสพผล

นั่นคือ สร้างหรือปลุกเสกสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ให้มาอยู่กับตน ด้วยการใช้ธรรมไปปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณสมบัติในการรองรับสิ่งศํกดิ์สิทธิ์มายังตนนั่นเอง

แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนทำได้นี้แหละ ที่จะใช้เพื่อบรรจุเป็นวิญญาณของสมุนไพรที่เราท่านทาน

หมายความว่า สมุนไพรชนิดเดียวกัน หม้อเดียวกัน ผลของการทานจะไม่เหมือนกัน ขึ้นกับคุณสมบัติของผู้ทานนั่นเอง ...

เราท่านจึงมักได้ยินหลายครั้ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ผลแห่งการทาน ท้ายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ หรือชนิด แต่อยู่ที่คุณสมบัติ

เรื่องเล่าในอดีตถ้ำกระบอกจึงถูกหยิบยกมาให้ฟัง เมื่อครั้งที่วันหนึ่งมีญาติโยมมากันมากมาย ในขณะที่พระแทบไม่มีสมุนไพรทำให้ หลวงพ่อนิพนธ์วิตกมาก จึงไปเรียนแม่ชีเมี้ยนว่าจักทำอย่างไรดี คนมามากเหลือเกิน สมุนไพรก็ไม่มีจะให้

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า มันอยู่ที่คุณสมบัติของผู้ทาน หากเขาศรัทธา เชื่อมั่น ฉันอนุญาติให้ท่านใช้อะไรก็ได้

จึงเป็นที่มาของเรื่องเล่าขาน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ในสมัยนั้นเดินออกมาโปรดโยม พิจารณาว่าสิ่งใดมีมากที่สุด มองไปแล้วเห็นต้นน้อยหน่าที่พระโยมช่วยกันปลูกหลายร้อยต้น จึงกล่าวกับโยมที่มาว่า วันนี้ไม่มีสมุนไพรให้ หากแต่ถ้าเชื่ออาตมา ก็ให้ไปเด็ดใบน้อยหน่ามาทานแทน

เริ่มจากคนไข้สองคนที่หามกันมา มีอาการไข้สูง เป็นประเดิมทานปุ๊บอาการไข้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เท่านั้นแหละ ต้นน้อยหน่าทั้งหมดทุกต้นกลายเป็นน้อยหน่าไม่มีใบในพริบตา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ไม่ต้องไปขอพร ไม่ต้องแสวงหาสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ที่ใดในโลก อยากได้ ให้นำธรรมของพระพุทธเจ้าบางหมวดบางตอนไปปฏิบัติ เช่นไม่โกรธวันละหนึ่งชั่วโมง สร้างคุณสมบัติของตนขึ้นมารองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เมื่อทำได้ นั่นเสมือนมียักษ์ในตะเกียงวิเศษ ทีนี้จะขออะไรเล่า ก็บอกกล่าวไป เหมือนตอนสวดมนต์จบ นั่นคือ ขออำนาจสิ่งศํกดิ์สิทธ์ที่ตนทำได้ ดลบันดาลให้ทำโน่นนี่นั่น จะแก้โรคาพยาธิที่ใด ก็ว่าไป...

ยักษ์จะโตใหญ่ จะฤทธิ์มากสักฉันใด ก็ขึ้นกับการทำได้ของตน

หลักนี้จึงเรียก หลักตนพึ่งตน ใครทำ ใครได้

อยากไปนิพพาน ก็ทำตนจนหมดกิเลส ยักษ์ก็พาไปนิพพานได้ แต่สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มุ่งหมายแค่ ความไม่มีโรค จึงไม่ยากขนาดนั้น ทุกคนทำได้

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมี คนที่จักประสพความสำเร็จ ต้องใช้ในสิ่งที่ตนมี คือ นิสัย เป็นเครื่องมือทำตนเป็นคนดี ทุกคนจึงมีโอกาสเท่ากันหมด ไม่สนหรอกว่าจะหนักเบาตามหมอวินิจฉัย แต่จะหนักเบา ก็ด้วยนิสัยของตนนี้แหละ เปลี่ยนได้ไหม

ใครคิดจะเอาเงินมาทุ่ม มาหาทางลัด เพื่อให้ได้สมุนไพรเยอะๆ คิดผิดแล้ว ไม่มีวันประสพความสำเร็จอย่างแน่นอน ดีหน่อยก็แค่ยืดวันเวลา ยืดโอกาสเท่านั้นเอง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาดูที่คุณสมบัติ คือนิสัยธรรม ที่มีในตนของเราท่าน ว่าเพียงพอไหม เท่านั้นแล

คนที่มารับธรรมของพระพุทธเจ้า จึงอยู่มุมไหนของโลก เขาก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตน เพราะ เมื่อผู้นั้นเห็นธรรม ผู้นั้นก็เสมือนเห็นพระพุทธเจ้า อยู่แล้ว

อำนาจธรรม เขากระจายทั่วโลก เหมือนสถานีส่ง ผู้ใดมีธรรม ก็มีคุณสมบัติทำตนเป็นเครื่องรับนั่นเอง ....

สรุปโดยง่าย การไปหาพระพุทธเจ้า ก็เพื่อเรียนรู้ธรรม ที่จะใช้ในการทำตนเป็นเครื่องรองรับอำนาจธรรมนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อทำได้ พึ่งตนได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาบ่อย ถึงวันเวลา งานปีมาหนหนึ่งก็พอแล้ว เพราะสิ่งที่ทำพึ่งตนได้แล้วนั่นเอง

จะกังวลก็แต่พวกไม่ทำ ไม่ยอมพึ่งตนเอง จะเอาแต่สมุนไพร นั่นหมายความว่า คนพวกนี้หลวงพ่อนิพนธ์ต้องทำให้กินจนตายนั่นเอง นั่นไม่สำคัญ สำคัญที่ผลไม่เกิด การทำให้ก็ไร้ผล เสียปล่าวทั้งผู้ให้ผู้รับ เรียกว่ามาเบียดเบียน เป็นกรรมปล่าวๆ ... ไม่คิดช่วยตน ไม่อยากทำ ก็นึกว่าทำบุญครั้งสุดท้าย เก็บสมุนไพรไว้ให้คนที่อยากได้ อยากทำดีกว่า

รู้อย่างนี้ จะไปแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่มีวันเจอ หรือจะทำตนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเกื้อกูล ก็เลือกเอา