วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เรียนเรื่องเสียบ้าง

เมื่อเน้นผลแห่งการกระทำ เพื่อผลสำเร็จ นั่นก็หมายถึงการเน้น การกระทำหรือตัวกระทำ ที่เมื่อทำแล้วเป็นมรรคเป็นผลนั่นเอง

ตลอดเวลา เราท่านมักได้ยินแต่การสร้างบุญโดยวิธีทางต่างๆ การสร้างคุณสมบัติ และการตอกย้ำเสมอว่า ต้นแบบแห่งบุญ คือ พระพุทธโคดม แสดงให้เห็นแล้วว่า การหาบุญ พึ่งวัตถุหรือสิ่งอื่นใดไม่ได้เลย อันหมายถึง สิ่งนอกกายนั้นให้ผลน้อย เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ นั่นเอง ด้วยการทิ้งเวียง ทิ้งวัง ออกมาเดินกลางดิน กินกลางทราย

และภาพที่หลวงพ่อนิพนธ์ ฉายให้เห็นเด่นชัด ลักษณะของบุญ คือ วินัยทุกข์ หากแต่เป็นทุกข์จากธรรมวินัยทำให้เกิด เพื่อจะได้พ้นทุกข์ที่เกิดจากกรรมนั่นเอง

จุดใหญ่ใจความ ที่ชี้ชัดเข้าไปอีก เพื่อแสวงหาซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนค้นหา เดินทางไปแห่งหนตำบลใด วัดใด .. หากแต่อยู่ที่การนำธรรมวินัย มาปฏิบัติ สร้างคุณสมบัติของตน รองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเกื้อกูลเอง

ขยายความให้ฟังว่า นั่นหมายถึง เมื่อเรียนรู้แล้วพิจารณา เข้าใจ ก็สามารถไปสร้างบุญ ณ.แห่งหนตำบลใด เวลาใด ก็ได้ ไม่จำเป็นหรือจำกัดว่า ทำบุญต้องทำที่วัด ทำกับพระ ไม่ใช่ ไม่ใช่

และมาระยะนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็พึงเน้นว่า เมื่อเราทราบหนทางบุญของพระพุทธเจ้าแล้ว แต่เพราะเหตุใด การทำของเราท่านจึงไม่ก้าวหน้า หรือ บรรลุผล

นี่แหละเรียกเหตุแห่งการเสียไปแห่งบุญที่ทำ ดังนั้น คำสอนในช่วงเวลานี้จึงต้องตั้งใจฟังเป็นพิเศษ เพื่อเก็บเกี่ยวผลแห่งบุญที่ทำให้ได้มากที่สุด หรือเสียน้อยที่สุด เพื่อนำไปช่วยตนให้สำเร็จนั่นเอง

ยกตัวอย่างการเสียไปแห่งบุญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเล่าให้ฟังเสมอ นั่นคือ เมื่อครั้งพุทธกาล มีผู้หญิงคนหนึ่ง เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ก็อยากที่จะทำข้าวปลาอาหาร เพื่อไปใส่บาตรพระพุทธเจ้า

หากแต่การกระทำเช่นนั้น ก็ทราบโดยทั่วไปว่าการตักบาตรแก่พระพุทธเจ้าเป็นบุญมาก แต่ผู้หญิงท่านนี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า บุญที่ได้ก็น้อยนิด

พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนหญิงนี้ว่า ด้วยเหตุแห่งการเสียบุญไป อันเนื่องมาจาก เจตนาของตนที่ตั้งไว้มันเสียไปนั่นเอง โดยเมื่อแรกเดิม หญิงนี้ มีความตั้งใจทำอาหารไว้ในใจอยู่ก่อน หากแต่เมื่อได้ฟังผู้อื่น ก็เปลี่ยนไปตามความคิดผู้อื่น นั่นจึงเป็นด้วยว่า อาหารนั้นจึงไม่ได้มาด้วยความคิดของตน แต่แปรไปตามผู้อื่นเสียแล้ว บุญที่พึงได้จากอาหารนี้ ก็เสียไป ๓ ส่วนให้แก่เจ้าของความคิดไปเสียแล้ว เรียกว่า สิ่งที่ทำมันขาดเจตนาของตนไป ผลจึงไม่สมบูรณ์

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เจตนาจึงเป็นเครื่องกำหนดผล เราท่าน อาจไม่อยากซื้อสมุนไพร แต่กลัวเขาว่าบ้าง ฟังคนอื่นบ้าง เลยจำใจทำ หรือ ทำตามความคิดผู้อื่น ..นั่นจึงเป็นเหตุว่า ทำเหมือนกัน หากแต่ถ้าทำถูก ทำน้อยก็ได้มาก ถ้าทำผิด ทำมากก็ได้น้อย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทำไมจึงไม่ทำให้บุญอันนั้นสมบูรณ์เล่า คิดเอง ตั้งเจตนาเอง แม้นมะพร้าวเพียงลูกสองลูก ตามกำลังที่ตนมี ค่าก็มหาศาล ดีกว่าสร้างโบสถ์สร้างเจดีย์เสียอีก

หากไม่พร้อมซึ่งเจตนาแล้วไซร้ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำ เพราะผลมันน้อยนิด เหมือนทำไปเสียเปล่า แม้นทำมากสักฉันใด ก็ได้ผลเพียงน้อยนิด

อุปมาคนไข้มะเร็ง ที่ช่วยตัวเองยังไม่ไหว แต่อยากจะช่วยล้างจาน แม้นวันหนึ่งจะล้างได้เพียง ๗ ใบ ผลแห่งการกระทำนั้นก็สามารถช่วยตนให้หายจากมะเร็งได้ จนทุกวันนี้ ล้างได้เอง วันละเป็นพันใบ

นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์แห่งคุณสมบัติ เพราะหลายคนก็ทำมากกว่าล้างจาน ๗ ใบ แต่ทำไม ผลมันจึงยังช่วยตนไม่ได้ ...

คำสอนช่วงนี้ จึงค่อนข้างเข้มข้น และกระชับเข้าไปเรื่อยๆ จึงควรตั้งใจฟัง พิจารณา ... ฟังแล้วจับเอาแค่เสี้ยวที่ทำได้ เอาไปทำ ทำได้ เรื่องหายก็ไม่ไกลเกินฝัน

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เพิ่งจะเริ่ม

ตอนนี้ ประวัติของผู้ป่วยมะเร็ง ที่กำลังรวมเล่ม ของผู้ที่ทำตนจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ให้คนอ่าน มีมากกว่า ๒๐๐ ราย

จุดประสงค์ ไม่ได้มุ่งหาชื่อเสียง ไม่ได้หวังสิ่งอื่นใด แต่ก็เพื่อให้คนรุ่นหลังที่ตัดสินใจใช้ทางเลือกนี้ ที่ดูแล้ว หมอก็เหมือนหมอผี ไม่มีใบประกาศ ไม่มีปริญญา เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่เห็นมี มองด้วยตาแล้วขาดความน่าเชื่อถือ หรือเรียกความเชื่อมั่นไม่ได้เลย

หากแต่ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน แม้นจะดูไม่ดีสักฉันใด ไม่สบายใจเหมือนอาคารติดแอร์หลังใหญ่ หมอเดินกันไขว่ แต่ที่นี่มีคนหายมาเดินให้เห็น ตัวเป็นๆ ให้ได้คุย ได้สอบถาม เหมือนรุ่นพี่ ที่จะประคับประคองรุ่นน้อง ในมหาวิทยาลัย แล้วก็จบตามกันไป สำเร็จได้รับปริญญาหายโรคเหมือนกันนั่นเอง

สิ่งที่เห็นอยู่ในวันนี้ ก็เรียกได้ว่า คนทั้งโลก หรือ ที่ไหนในโลกทำไม่ได้ เป็นดินแดนมหัศจรรย์อยู่แล้ว หากแต่นี่่แค่จุดเริ่มต้น ของท้องเรื่อง ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้เท่านั้นเอง

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มีค่ามหาศาลกว่านี้มากมายนัก เพียงแต่หลวงพ่อนิพนธ์ยังไม่มีโอกาสได้นำออกมาใช้ เราจึงไม่แปลกใจที่แม่ชีเมี้ยนตรัสทิ้งเป็นปริศนาให้หลวงพ่อนิพนธ์ว่า สิ่งนี้แหละจะใช้กอบกู้ประเทศได้ เป็นการตอบแทนแผ่นดิน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนว่า วันใดที่ธรรมคำสอนของพระภูมีเกิด สมุนไพรเกิด สามารถสร้างคนดี มีความซ์่อสัตย์ ขันติอดทนได้ จนช่วยตนของตนได้ ในช่วงขณะเดียวกัน ประเทศก็จักเกิดวิบัติ เดินมาถึงทางตัน นั่นหมายความว่า ในอดีตที่ปลูกฝังมาว่า คนดี คือมีความรู้สูง จึงสมควรเป็นเจ้าคนนายคน จนทำให้คนยุคนี้แห่กันส่งลูกหลานเรียนกันให้สูงเข้าไว้

หากแต่การปลูกฝัง จูงลูกจูงหลานเข้าวัด เพื่อให้เป็นคนมีจิตใจดี ก็จางหายไปในสังคมไทย ผลที่ตามมาคือความหายนะของประเทศ

วันเวลาจะหวนกลับ คนดี ซื่อสัตย์ จักกลายเป็นบุคคลหายาก และเป็นที่ต้องการ ไม่ว่าจะกิจการระดับประเทศ หรือเล็กลงมาในบริษัท เพราะ คงไม่มีใครวางใจในคนดี ที่วัดกันด้วยความรู้สูงอีกต่อไป

ภาพของคนดี จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าแท้จริงควรเป็นเช่นไร

เราจึงย้อนนึกถึงคำสอน ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวบ่อยๆ ในหลักที่พระภูมีใช้เลือกสาวก นั่นคือ คนดีของพระภูมี ก็ต้องเริ่มจากคนที่เห็นแก่ตัวก่อนโดยเริ่มจากพัฒนาชีวิตตนให้ดีก่อน แล้วจึงจะวางใจได้ว่า สิ่งที่รู้แล้วไปนำผู้อื่น ก็จะพึ่งรอดปลอดภัยด้วย

ความเห็นแก่ตัว ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ไม่ใช่ความเอาแต่ได้ หากแต่การจะเป็นคนดี ที่ฟ้าดินยอมรับ ก็ต้องช่วยตนให้พ้นก่อน เป็นคนดีให้ได้ก่อน จึงจะไปช่วยผู้อื่น

คำอุปมาที่มักได้ฟังเสมอ นั่นคือ เราท่านมักทำตนเป็นคนรักสัตว์ รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะที่ยังมีพฤติกรรมทำลายชีวิตตน กินยาเคมีวันละกำ ทำลายอวัยวะ ทำลายชีวิตตน อันเข้าข่าย ฆ่าผู้อื่นก็บาปหนึ่ง หากแต่ฆ่าตนนั้นบาปหนักกว่า จึงมีบัญญัติห้ามทำลายชีวิตตน

เมื่อเราท่านยังมีพฤติกรรมทำลายชีวิตตน ผลแห่งการรักสัตว์ รักชีวิตผู้อื่น การกระทำนั้นๆ ก็ถือว่าเป็นศูนย์ หาค่าไม่ได้เลย จะกล่าวอ้างเหมือนหลายคนที่มักกล่าวอ้างว่า ฉันทำบุญ สร้างวัด ไม่เคยฆ่าสัตว์ ช่วยเหลือคนทุกข์ ก็มากมาย ทำไมถึงต้องมาเป็นเช่นนี้ ... คำตอบที่หลวงพ่อนิพนธ์มักให้ก็คือ ก็เล่นกินยาวันละกำ แถมมีพฤติกรรม ทำลายศาสนาอีก ส่งเสริมพระไปในทางที่ผิด ... นี่แหละต้นเหตุที่ทำให้ผลไม่เกิด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชวนชัก ให้ทำตนรอดู ม่านของศาสนากำลังจะเปิด แล้วเราท่านจะได้รู้ว่า ทำไมคนในอดีต ทุกยุคทุกสมัยจึงยอมรับในบญญาธิการของศาสนา ของพระพุทธเจ้า จนกลายเป็นศาสน์หนึ่งเดียว ที่เดินถือบาตร ไม่ว่าไปที่ใด มีคนให้ แต่คนให้ยังต้องกราบไหว้ ระลึกคุณเสียอีก

หลวงพ่อนิพนธ์ เปรียบให้ฟังว่า แม้นได้ใส่บาตร ข้าวถ้วยแกงขัน กับพระอรหันต์ แล้วทำนิสัย สักเล็กน้อย โรคก็วิ่งป่าราบ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า หากตัดนิสัย ตัดกิเลส แล้วทำไมจึงไปนิพพานได้ในชาติเดียว

เราจึงเชิญชวนให้ฝันกัน ... ฝันรวย ฝันโน่น ฝันนี่กันมาเยอะ .. มาฝันได้อยู่รอชมบุญญาธิการของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่กัน ที่จะอุบัติในไม่ช้า แล้วได้ไปกราบ น้อมนำคำสอนมาประพฤติปฏิบัติกัน ... เมื่อนั้น คนดีจะมีมากมาย และหากได้ครองเมือง เป็นเจ้าคนนายคน ประเทศจึงจักเป็นศิวิไลซ์แท้

แล้วเราท่านจะได้รู้ว่า แม่ชีเมี้ยนเป็นใคร สำคัญเพียงใด ควรหรือที่คนไทย จะลืมเลือนท่าน ไม่ว่าชื่อ คำสอน แลสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ มาร่วมสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ในแผ่นดินไทยกัน หาใช่รูปอันใหญ่โต แต่สถิตย์ในดวงใจของคนไทย มิรู้ลืมต่างหาก ตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน เล่าขานไม่รู้จบ

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เริ่มสังคายนา

ผ่านการสอน และให้ความรู้ในเรื่องการแสวงหาบุญ มานานพอสมควร หลายคนก็เรียนรู้ ซึมซับ และนำไปปฏิบัติ

หากแต่คำถามหรือภาพที่ปรากฎ ทำไมจึงยังช่วยตนไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์มุ่งเป้าไปที่จิตอาสา ที่เรียกได้ว่า ฟังรู้ แล้วพยายามที่จะทำตนตามแนวทางแสวงหาบุญของพระภูมี

แต่อะไรเล่าทำให้จิตอาสาหลายคนเดินทางล่าช้า หรือไม่ประสพผลแม้นเวลาล่วงเลยมานาน

คำอรรถาธิบายก็คือ เรื่องการแสวงหาบุญนั้น จิตอาสาพอรู้ช่องทาง แต่ที่ไม่รู้ นั่นคือ อะไรเล่าเป็นสิ่งที่ทำลายบุญที่สร้างอันนั้นไปเสียจนหมด หรือ เหลือไม่พอมาเลี้ยงตน

ก่อนจะเปิดศึกใหญ่ คือ มะเร็ง จึงต้องมีการสังคายนาจิตอาสา เพื่อยกระดับ เพราะคนเหล่านี้ อาสามาทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ หากแต่จะโปรดผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อโปรดตนยังไม่ได้เลย

ช่วงนี้จึงถึอว่าเป็นโอกาสอันดี ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้ให้เจ้าหน้าที่ ทำบัญชีจิตอาสา เพื่อรายงานว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไร มากน้อยเพียงใด แล้วจัดสมุนไพรให้เป็นรายบุคคล

แต่ที่สำคัญกว่า นั่นคือ ให้การอบรมชี้แนะว่า พฤติกรรมเช่นไร ที่ทำลายบุญที่สร้างอันนั้นไป นี่เรียกว่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่เหล่าจิตอาสามองข้าม อันเป็นเรื่องน่าเสียดายวันเวลาที่เสียไป เพราะผลแห่งการทำมันไม่เกิด หรือเกิดก็ไม่เพียงพอนั่นเอง

ภาพใหญ่ใจความ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้จิตอาสาพิจารณา นั่นคือ หลักของพระภูมี เรียกว่า มีสัญญลักษณ์คือความสงบ ดังนั้น แม้นจักทำกิจกรรมต่างๆ ก็เลยซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้

ห้องสวดมนต์ เงียบสงัดฉันใด ห้องสมุนไพร หรือ ห้องกิจกรรมใดๆ ก็ควรเป็นเฉกเช่นเดียวกัน

ทำให้เรานึกย้อนไปเมื่อครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ยังมีพระ คำสอนหนึ่งที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ในการสอนพระนั่นคือ ในขณะที่ท่านทั้งหลาย กำลังนั่งทำยา ไม่ว่าตำยามะพร้าว หรืออื่นใด ในเมื่อกายพร้อม ใจพร้อม ก็ควรมีวาจาพร้อม นั่นคือ ระหว่างตำยาไป ก็สวดมนต์ไป ผลที่ได้ในการทำนั้น ก็จัดสมบูรณ์ด้วยองค์ ๓

จึงถือว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีของเหล่าจิตอาสา ที่จะได้เรียนรู้รายละเอียด ในเรื่องบุญ ไม่ว่า การได้มาซึ่งบุญ รวมถึง การใดที่จะมาทำลายบุญที่ทำนั้นให้หมดลง

บุญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สักแต่ว่าอ้าง ทำแล้วเป็นบุญ เรื่องอื่นไม่สน กูทำแล้ว กูต้องได้ แบบนั้นเรียกว่า บุญนึกเอาเอง มันจึงเป็นลม ช่วยตนของตนไม่ได้

หลักของพระภูมี จึงเป็นหลักที่มีรายละเอียด ก้าวล้ำเกินกว่าวิทยาการใดๆ ของมนุษย์ เพราะนอกจากสิ่งที่มองเห็น ยังล้วงลึกไปถึงสิ่งที่มองไม่เห็นอีก คือ กรรม

คำเตือนสติอย่างหนึ่ง ที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นั่นคือ อย่าประมาทกรรม อย่าประเมินกรรมต่ำ เพราะคู่ต่อสู้นี้ ไม่มีใครหรือวิทยาการใดในโลก ที่สามารถเอาชนะได้ เรียกว่ารู้เท่าทันความคิดมนุษย์หมด เพราะเป็นผู้สร้าง จึงต้องอาศัย ความคิดของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า มนุษย์เหนือโลก เอามานำ จึงจักชนะได้

หากแต่ กว่าจะชนะได้ ก็เรียกว่าหืดจับ ต้องอาศัยน้ำอดน้ำทน มากมาย ผู้ใดหวังว่า สมุนไพรดี อย่างอื่นไม่ต้อง ... แค่เริ่มก็แพ้แล้วตั้งแต่ในมุ้ง อย่างดีก็แค่ยืดวันแพ้ไปก็เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า คนไม่รู้ ทำไม่เป็น ทานมากสักฉันใด ก็แพ้อยู่ดี คนรู้ แล้วทำเป็น ไม่ต้องทานมากหรอก แถมยังจบเร็วอีกต่างหาก ... เมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ขอให้จิตอาสา คว้าไว้ เพื่อการทำตนเป็นพระมาลัยจักได้สมบูรณ์ เริ่มต้นที่โปรดตนเองนี่แหละ