วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เพื่อ


หลักพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า "ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย รอคอยเราอยู่วันข้างหน้า"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนสงฆ์เสมอว่า สิ่งที่เราท่านทำ มันจะเป็นผลกลับมาหาตัวของเราท่านในวันข้างหน้า ดังนั้น บุคคลที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ย่อมสร้าง "บุญบาป" ได้มากที่สุดเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นผู้นำ แล้วมีคนมาฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ผลที่เกิดกับผู้นั้นย่อมมหาศาล ถ้าทำถูก ผลถูกก็มหาศาล ทำผิด ผลผิดก็มหาศาล

มูลนิธิไทยกรุณา หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ผู้คนที่มาล้วนแล้วแต่หวัง มาเพื่อทำในสิ่งที่ช่วยชีวิตตน ให้พ้นทุกข์

ดังนั้น ทุกการกระทำ ที่บอกสอนให้ทำ จึงต้องระมัดระวัง ต้องมีผลที่ดีตอบสนองแก่ผู้ทำ หากทำแล้วให้ทุกข์ หรือไม่ให้สุข นั่นคือ ทำแล้วไม่ได้อะไรตอบแทน ผู้สอนผู้บอก ย่อมต้องรับผิดชอบการสอนนั้นๆ เป็นธรรมดา ด้วยกติกา แห่งตัวกระทำไม่ตายนั่นเอง

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การกระทำทุกอย่าง ทุกกระเบียด ย่อมถูกไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี ว่า ทำเพื่ออะไร ... มีผลดีต่อผู้ทำประการใด เพียงแต่อาจจะไม่ได้บอกกล่าว บรรยายให้ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ว่าเหตุใดจึงต้องทำเท่านั้นเอง

มิใช่เลื่อนลอย เพราะจะเห็นได้ว่า คนที่ฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม มากมายที่ประสพผลสำเร็จ แม้นว่าคนบางคนอาจจะถูกพิพากษาแล้วว่า เท่านั้นวัน เท่านี้เดือน เขาต้องตายก็มีให้เห็นมากมาย

เสียดาย หลายคนเห็นว่า การกระทำนี้นั้น ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเน้น ไม่เชื่อว่าวันนี้ในรอบสัปดาห์ของหลวงพ่อนิพนธ์ เป็นวันพิเศษ เป็นวันที่มาทำเพื่อมีผลแห่งการช่วยตนพ้นทุกข์ ในทุกการกระทำที่ท่านกำหนด คิดแต่เพียงว่า ที่นี่มีสมุนไพรดี

บทสรุป คนที่รู้ค่า คือคนที่เรียนรู้ อยากรู้ ว่าการกระทำนี้ การกระทำนั้น ทำเพื่อสิ่งใด มีผลอะไรต่อชีวิต มีค่ามหาศาลต่อตนเพียงใด จึงควบคุมพฤติกรรม การกระทำของตนให้สอดคล้อง กับสิ่งที่ตนรู้ แลช่วยตนได้ แต่คนที่ไม่ยอมเรียนรู้ หรือที่ท่านอาสิเรียก คือ ไม่เปิดใจ ไม่รับรู้ ไม่สน แก้วมณี ก็กลายเป็นก้อนกรวด ที่ไร้ค่า เขาไม่สนใจ จะทำตาม เพื่อช่วยตน มีแต่ปรารถนา ไม่มีตัวกระทำที่ช่วยตน ท้ายที่สุด ก็ยากที่จะสมปรารถนา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า อย่างดีก็แค่ยืด โชคดีหน่อย หายโรคนี้ สักพักก็ไปเป็นโรคนั้น หรือ ประสพอุบัติเหตุ หนีกรรมไม่พ้น

หลักของพระภูมี เป็นหลักปราชญ์ ผู้สอนจึงไม่โง่ สอนสิ่งที่กระทำแล้วไม่เกิดผลแก่ผู้ใด เป็นแน่แท้ ก็แล้วทำไมคนมากหลายเขาไม่ทำ เพราะขาดพิจารณานั่นเอง เมื่อไม่พิจารณา ว่า เอ.. เขาให้หิ้วสมุนไพรมาทำไม เอ... เขาให้สละแรงกายทำไม เอ... เขาให้ทำนิสัยทำไม ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อ ... เพื่อ... เพื่อ .. ก็เลยบรรเลงตามนิสัยตน ชอบแบบไหน ทำแบบนั้น

คนส่วนใหญ่จึงตาบอด ตามองแต่มองไม่เห็น มองเท่าไหร่ สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ไม่เป็นวัดขึ้นมาได้ บอกตัวเอง วัดต้องมีโบสถ์ ต้องมีวิหาร ต้องมีศาลา แต่พระพุทธเจ้าบอก "วัด" คือสถานที่ที่มาทำนิสัยของพระพุทธเจ้า ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ ไม่ต้องมีโบสถ์ มีศาลา

วัดพุทธกาลจึงเป็นที่รวมคนทุกข์ ให้คนอยากได้สุข มาสละแรงกาย สละนิสัยทำเพื่อตน มาให้สุขผู้อื่น เพื่อผลสุขย้อนมาหาตน การกระทำทุกสิ่งอย่าง ที่่วัด คือ การกระทำเพื่อคนทุกข์ จึงมีผลกลับมายังตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติเสมอว่า จะทำอะไรคิดก่อน ว่า ทำเพื่อ .. มีผลแก่ใคร แก่สรรพสัตว์ไหม ด้วยบุญของพระพุทธเจ้า จะเกิดผล ย่อมต้องมี มนุษย์และสัตว์ เฉกเช่นเดียวกับกรรม ไม่ใช่วัตถุ จึงอย่าแปลกใจเลย หากคิดว่า ทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างศาลา มาตลอดชีวิต ทำไมไม่มีผลบุญมาเกื้อหนุนตนในยามนี้เลย เพราะนั้นไม่ใช่บุญของพระพุทธเจ้า

ลองเปลี่ยนมาฟัง พิจารณา ในสิ่งที่ท่านอาสิสอน แล้วคิดว่า ถ้าเราทำตาม จะมีผลกับสรรพสัตว์ และมนุษย์ไหม ถ้ามี นั่นแหละบุญ

ยิ่งนิสัยด้วยแล้ว ผลย่อมชัดเจน ทำปุ๊บ แค่ไม่โกรธตัวเดียว บ้านก็เปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์แล้ว ... แล้วทำไมไม่ทำ ทำไมไม่อยากทำ ... นี่แหละกรรม มันบังตา บังใจ ไม่อยากให้เราท่า ผู้ใดทำได้ จึงเรียกว่า "เหนือมนุษย์" คือ ทำในสิ่งที่คนทั้งหลายไม่ทำ หรือทำไม่ได้

พิจารณา " ปัญญาเกิด" ... เราจะเห็นค่าของศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แล้วเราจะอยากทำ ไม่ใช่เพราะเขาบอกให้ทำ แต่รู้แล้วว่า ทำเพื่อ.... สุขของตน มิเพียงวันนี้ แต่เพื่อวันหน้า ไปถึงชาติหน้าด้วย ... นี่แลทำไมเรียกว่า หลักปราญช์ ก็การกระทำที่ใครๆสอน ใครๆบอก จะมีผลมหาศาลเพียงนี้ ... ไม่มีเลย จึงไม่ต้องสงสัย ทำไมปู่ย่าตายาย จึงสอนลูกจูงหลานเข้าวัด

ถ้าไม่ทำ ไม่มีใครว่า แต่อย่าบ่นน่ะว่า "ทำไมฉันจึงทุกข์ หาสุขไม่มีเลย"

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กงจักร ดอกบัว


คำโบราณ สอนไว้ว่า "มนุษย์มักเห็นกงจักรเป็นดอกบัว" มันคืออะไร

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ทั่วไป มักไม่เอาเหตุ เอาผล มาพิจารณา จะเอาแต่สุขเฉพาะหน้า ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนสรุปนิสัยให้ฟังว่า "อยากกินเป็นหน้า อยากสุขเป็นสะพาน อยากจะสุขสันดาน ให้ครึกครื้นประจำวัน"

หรือที่หลายคนชอบพูดว่า วันหน้าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง วันนี้ข้าขอมันก่อน สนุกให้เต็มคราบ ไม่สนอะไรทั้งสิ้น

ยิ่งรวมกลุ่ม รวมพวกแล้วด้วยไซร้ ก็ยิ่งยากที่จะชนะใจ คือ พิจารณาผลแห่งการกระทำ จึงไม่แปลก ที่รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังอดไปรุมโทรมหญิงกับเพื่อนไม่ได้ อดไปรุมตีเขาไม่ได้ อดกินเหล้าจนเมาปลิ้นไม่ได้

หรือ จะแสดงว่าตนมีระดับ ด้วยความมีเงินแห่งตน ทำอะไรก็ได้

แล้วก็อ้างเอ่ยว่านั่นคือ ชีวิตที่มีความสุข

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า หากจะพิจารณาชีวิตมนุษย์แล้วไซร้ อะไรคือ ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ "การกินได้ นอนหลับ" นั่นแหละสุขที่แท้จริงของมนุษย์

เมื่อเปรียบเทียบสองฝั่ง การทำตามนิสัยตน ที่บอกว่าดีสุด สนุกสุดเหวี่ยง ได้ตามใจปรารถนา เหมือนอยู่แดนสวรรค์ มองพฤติกรรมนี้ว่า คือ "ดอกบัว" เป็นสรวงสวรรค์ในแดนมนุษย์ หากแต่วันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ยิ่งทำ ยิ่งนานวัน สุขที่แท้จริง ก็จะค่อยๆเลือนหายไปจากตน กว่าจะรู้ตัวอีกที "กินลำบาก นอนลำบาก" ถึงตอนนั้นจะร้องให้ใครช่วย สิ่งที่บอกว่าช่วยได้ ไม่ว่า หมอ พระ เจ้าลัทธิ .... ล้วนส่ายหน้าทั้งหมดทั้งสิ้น

หากแต่วินัยของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คนทั้งหลายต่างกล่าวว่า "เป็นวินัยทุกข์" ทำแล้วมีแต่ทุก กินก็ต้องกินมื้อเดียว ขึ้นรถ ก็ไม่ได้ รับเงินก็ไม่ได้ บวชแล้วนอนเฉยๆก็ไม่ได้ กินแล้วห้ามนอน แม้แต่เป็นฆราวาส ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิสัยตน ที่ดูแล้วฝืนกับตนเองยิ่ง ทำแล้วอึดอัดเป็นทุกข์ แต่วินัยทุกข์ของพระภูมีนี้ เมื่อทำแล้ว ผ่านเวลายิ่งเนิ่นนาน ผลที่เห็นก็คือ "กลับมากินเป็นสุข นอนเป็นสุข" อีกครั้ง

บทสรุป คำตรัสของพระภูมี ที่ว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า อย่าท้อใจ" ที่มนุษย์มองว่าเป็นกงจักร กลับให้คุณมหาศาลในภายภาคหน้า และจะทำให้ถึงสุขที่แท้จริง ที่พระภูมีปรารถนาให้มนุษย์ได้สัมผัส นั่นคือ "สุขนิสัย" อันเป็นสุขที่เกิดจาก การให้สุขผู้อื่นเป็นอุปนิสัยใหม่ ที่บังเกิดแก่ตนนั่นเอง

เรื่องของศาสนา แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์" ผู้ที่ปรารถนาสุข จึงต้องเป็นผู้ที่ทำตนเหนือมนุษย์ คือมีที่เว้น บางสิ่งบางอย่าง เป็นวินัยทุกข์เพื่อตัดลดนิสัยกรรมแห่งตน แลสร้างนิสัยธรรมให้เกิดแก่ตน อาทิที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ฝึก คือ ไม่โกรธ วันละหนึ่งชั่วโมง ผลที่ทำได้นี่แหละ เป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นตัวสร้างสุขแก่ตน ในภายภาคหน้า ... เป็นบุญบารมี ที่เสมือนเงาติดตามผู้ทำไปทุกหนทุกแห่ง แม้นกระทั่งภพหน้า

ใครจะบอกว่า ชีวิตต้องใช้ให้สนุกสุดเหวี่ยง อยากทำอะไรทำ นั่นไม่ว่ากัน แต่คนดีมีธรรม จะต้องควบคุมนิสัยตน ยิ่งนิสัยที่สร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่นมหาศาลด้วยแล้ว ทำไม่ได้ ต้องหยุดตัวเองให้ได้ เมื่อวันเวลามาถึง คนทั่วไป ก็ตกอยู่ในวัฐจักรของจักรวาล เมื่อสิ้นวาสนา เกิดแล้ว แก่แล้ว ทีนี้แหละผลแห่งการกระทำจะบังเกิด นั่นคือ ความเจ็บ ที่จะมาทำให้ถึงแก่ความตายอย่างทรมาน แต่ไม่ใช่สำหรับคนดีมีธรรม ที่เดินตามวินัยทุกข์ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งจะไม่เจ็บ แลตายอย่างสบาย ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ... ชีวิตมนุษย์ จึงวัดกันที่ตอนตาย

คนที่ปล่อยตนตามนิสัย เห็นสิ่งที่ตนทำเป็นดอกบัว ท้ายที่สุดจักพบความเป็นจริง ผลแห่งตัวกระทำแห่งตน จักกลายเป็นกงจักร ตัดใส้ ตัดพุง ตัดปอด ตัดหัวใจ สร้างทุกขเวทนาให้ตน ทรมานจนตาย กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นกงจักร ก็บอกใครไม่ได้ เพราะเห็นเมื่อเวลาตนจะตายแล้วนั่นเอง

หากแต่ใครที่เดินตามรอยพระภูมี อันเป็นวินัยทุกข์ที่ผู้อื่นมองเป็นกงจักร เมื่อยามตาย จะรู้ตนว่า .... ทำไมพระภูมีจึงตรัส "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" เพราะอยู่ก็สบาย "กินได้ นอนหลับ" ถึงตายมิเพียงสบาย แต่ยังสามารถเลือกที่เกิดได้อีก เชื่อหรือไม่

ใครหลอกใคร

ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ยิ่งเรียน ยิ่งศึกษา ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งฉลาด เพราะเป็นหลักปราชญ์

เรื่องของชีวิต เป็นเรื่องของของเป็น เพราะสิ่งเป็นจึงมีชีวิต เมื่อยังมีชีวิต จึงหมายความว่า ยังไม่ตาย แต่ที่เห็นไม่กระดุกกระดิก ไม่ได้แปลว่าตาย แต่มันแค่สลบ หรืออยู่ในสภาวะจำศีล เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายความจริงนี้ ให้พิจารณาว่า ทำไมศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงฟื้นฟูร่างกายได้

ยกตัวอย่างเช่น คนเป็นโรคไต ไปหาหมอ หมอก็บอกว่า ไตเสียไปแล้วเท่านั้นส่วน เท่านี้ส่วน แล้วก็บอกถึงวิธีพยายามที่จะทำให้ไตเสื่อมน้อยลง จนไม่ไหว ก็ต้องฟอกไต แล้วก็วายในที่สุด ... แล้วก็บอกว่านั่นคือวิธีรักษา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ แล้วไตจะวายจะเสียได้อย่างไร เพราะของเน่าเสียกับของดีมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่างเช่นเนื้อที่เริ่มเน่า ก็มีแต่จะทำให้เนื้อทั้งหมดเน่าไปอย่างรวดเร็ว จะมาอยู่กันค้างวัน ค้างเดือน ค้างปี นั้นไม่ได้ นั่นคือไม่มีชีวิต

ความจริงที่เกิด คือ ไตส่วนที่บอกว่าเสียนั้น ถูกเคมีกดทับ ทำให้ทำงานไม่ได้ เสมือนกับนำก้อนหินไปทับหญ้าฉันใดก็ฉันนั้น หญ้าไม่ตาย แต่ไม่โต ใบสังเคราะห์แสงไม่ได้ เพราะไม่เจอแสง แต่มันไม่ตาย

ทีนี้พอเราเอาก้อนหินออก นั่นแหละหญ้าได้น้ำได้แสงก็กลับมาโตได้อีก นี่แหละธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

หลักการของสมุนไพร ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นการทำหน้าที่เสมือนยกหินออกจากหญ้านั่นเอง คือไปกระตุ้นเซลล์ให้เกิดความรู้สึก จะด้วยความร้อนจากธาตุไฟ อันเป็นผลจากการทานสมุนไพรมะพร้าว จนขยับสลัดเคมี ที่ร่างกายสกัดไม่หมดแล้วตกค้างที่ไต เหมือนตัวเราที่อยู่ในที่ร้อนมากมาก แล้วไม่สบายตัว ต้องขยับปาดเหงื่อ ถอดเสื้อประมาณนั้น เมื่อเคมีหลุดออก เซลล์ไตตรงนั้นได้อาหาร ก็กลับมาทำงานได้อีก

ปัญหาก็ตามมาอีก เมื่อเซลล์มีปฏิกิริยา พร้อมกันหลายล้านเซลล์ ผลก็คือ อาการ คนทั้งหลายทั้งปวงกลับบอกไม่อยากมีอาการ ปฏิเสธเสียอีก ไม่อยาก ร้อน ไม่อยากปวด ไม่อยากคัน อาทิที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักแซวคนไข้ท่านหนึ่งที่เป็นผู้มีความรู้ดี ขี้สงสัย เป็นไซนัส จนโพรงจมูกไม่รับรู้กลิ่น หรือสัมผัสใดๆ วันหนึ่งก็มาโวยกลับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทานสมุนไพรแล้ว ตอนนี้รู้สึกเหม็นไปหมด ได้กลิ่นอะไรก็เหม็น ก็แสบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า นั่นแหละเซลล์สัมผัสกลิ่นของจมูก มันเริ่มทำงาน มันเสมือนเด็กอ่อน ยังทนต่ออะไรไม่ค่อยได้ เป็นเรื่องดี สมัยก่อนที่ทนอะไรก็ได้หน่ะ นั่นมันเซลล์มันถูกยาเคมีน็อค ไม่รับรู้

เราจึงไมแปลกใจเลยว่า ทำไมคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงพยายามที่จะให้เลิกยาเคมี ให้เร็วที่สุด

บทสรุป หมอให้กินยาเคมี กินแล้วสภาพมีทรงกับทรุด แต่ไม่มีอาการคนชอบ แล้วบอกว่านี่คือการรักษา หลวงพ่อนิพนธ์ให้ทานสมุนไพร ทานแล้วสภาพร่างกายดีขึ้น แต่มีอาการ โน่นนิด นี่หน่อย ตลอดเวลา กลับบอกว่าไม่ดี เลยไม่รู้ว่า ใครหลอกใคร กันแน่ เพราะทานสมุนไพรแล้วดี แต่ทำตนเบื่อหน่าย มาก็อยากกลับไวๆ ฟังก็ไม่อยากฟัง ทำก็ไม่อยากจะทำ แล้วบอกอยากเจอของดี อยากเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติว่า อย่าทำตัวเป็น "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง" อยากได้สมุนไพร แต่ไม่เอาคนสอน ไม่เอาวิธีการ จำไว้น่ะ "ตัวกระทำไม่ตาย" ศาสนาเขาให้โอกาสครั้งเดียว หลายคนทำเชิด มาแบบรีบทาน รีบหาย จะได้ไปให้พ้นไวๆ ทำตัวเบื่อหน่าย ไม่อยากมา ไม่อยากทำ หายแล้วก็หายลับ แต่กรรมมันไม่ได้มีปล้องเดียว พ้นปล้องนี้ ปล้องหน้าก็รออยู่ ตัวกระทำในวันนี้ เท่ากับตัดสะพาน วันหน้าเรือชีวิตประสพเหตุอีก จะเข้าท่าก็ไม่ได้แล้ว เพราะทำลายสะพานนั้นลงเสียแล้ว

ที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ระวังว่า การฟื้นฟูครั้งแรกนั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะคนที่มาทั้งหลาย ทำกรรมด้วยความไม่รู้่ คือ ยังไม่รู้เรื่องศาสนา เรื่องตัวกระทำ แต่เมื่อมาแล้ว ฟังแล้ว หายแล้ว แสดงว่ารู้แล้ว การกระทำต่อมา แล้วยังทำให้เกิดโรค นั่นเรียกว่า "ทำโดยรู้ โดยเจตนา" ทีนี้แหละเป็นงานช้างแล้ว ยิ่งจะมาหวังสมุนไพรแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนก่อน ... หนทางคงยากยิ่ง เพราะทำตัวทำตนสวนเจตนาของศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั่นคือ มาฟื้นฟูตนเพื่อเป็นคนดี ให้สุขแก่ผู้อื่น แต่จะมาเพื่อกลับไปใช้นิสัยสันดานเดิม สร้างกรรม สร้างโรคอีก มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะเกื้อหนุน ให้โอกาสอีกเป็นซ้ำสอง ถ้าเป็นเช่นนั้น .... คงมีคนไปฟ้องฟ้าดิน ถามว่า "ทำไมให้อำนาจท่านอาสิ มาช่วยโจรให้มีชีวิต มาเบียดเบียนพวกเขาได้อีก ปล่อยให้มันตายเสียวันนั้น วันนี้มันก็ไม่มาโกง ไม่มาฆ่าใคร ไม่มาให้ทุกข์ใครได้อีก"

ฤาถุกหลอก หรือหลอกเขา มาจนชิน เลยมาหลอกศาสนา ร้องช่วยด้วย ช่วยด้วย พอพ้นก็ไปละเลงนิสัยตน สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นอีก อย่างนั้นหรือ อย่าเลย.. เสียดายชาติเกิด ที่ได้มาพานพบศาสนา เพราะไม่รู้ว่า ชาติหน้า ชาติไหน จะได้เจออีกไหม

เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของความจริง ใช้ใจต่อใจ ไม่มีหลืบมีมุม ต่อกันและกัน ผู้ใดทำได้ จึงได้สมปรารถนา คือ สุข ที่แท้จริง กินเป็นสุข นอนเป็นสุข

ของจริงบอกว่าหลอก แต่ที่หลอกว่าช่วยได้ เดินเข้าไป แล้วหามออกรายแล้วรายเล่าจนทำลายสถิติทุกปี กลับบอกว่าดี น่าเชื่อถือ ... นั่นกงจักรชัดๆ เข้าไปมีแต่ตัดอวัยวะ โน่นนี่นั่น จนไม่มีให้ตัดแล้วก็ตาย กลับเห็นเป็นดอกบัว ของหลอก ทำโดยไม่คำนึงถึงชีวิต คนนี้ตาย เดี๋ยวคนใหม่ก็มา เอาเงินมาให้แถมต้องกราบต้องไหว้อีก ของจริงคือศาสนา ... ชีวิตมนุษย์นั้นมีค่านัก จักช่วยได้ ก็ด้วย "การให้" เพราะตีราคาเป็นเงินทองไม่ได้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44