วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อย่างไรเรียกสำเร็จ


ความแตกต่างที่ทำให้หลักของพระภูมี มีผลสำเร็จในการหายโรค นั่นคือ การประเมินคู่ต่อสู้

ด้วยความรอบรู้ในเรื่องธรรมชาติ เรื่องของกรรม ทำให้พระภูมีเห็นว่า โรค เป็นเพียงภาพที่ปรากฎ หรือ เรียกรูปธรรม หากแต่สาวลึกลงไป คือ เหตุแห่งที่มาของโรค ก็คือ กรรม อันเป็นนามธรรม และเมื่อสาวลึกลงไปเหตุแห่งกรรม คือ นิสัย

เหตุแห่งความไม่สำเร็จในศาสตร์อื่นๆ ในการรักษาโรค ก็เพราะประเมินคู่ต่อสู้ต่ำ จึงมุ่งเน้นที่รูปธรรม เพียงอย่างเดียว ผลที่ได้จึงหาความสำเร็จมิได้เลย

ด้วยภูมิปัญญาของพระภูมีนี้ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงต้องเริ่มที่การเรียนรู้ และชี้ให้เหตุและผล ความจริงตามธรรมชาติ อันนี้ก่อน

หากเหตุและผลที่ยกมา ทำให้เชื่อไม่ได้ หรือสร้างศรัทธาไม่ได้แล้วไซร้ นั่นหมายความว่า ผู้ทาน กำลังจะใช้แต่สมุนไพร อุปมาเหมือนไม้ซีก ไปงัด กรรม ที่อุปมาเหมือนซุง จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง หรือ เป็นไปไม่ได้นั่นเอง

พระภูมี จึงสอนให้ประเมินโรคที่เป็นบริวาร ต่ำ แต่ประเมินกรรม ที่เป็นต้นเหตุแห่งโรค และนิสัยตนนั้นให้สูงไว้

เมื่อประเมินสูง ย่อมมีสติระวังระไว ป้องกันกรรม และนิสัยตน

ส่วนเรื่องโรค เมื่อยืนหยัดทานสมุนไพร แล้วสร้างบุญเป็นบางสิ่งบางอย่าง เกื้อหนุน หากไม่ถึงพรหมลิขิต ย่อมผ่านได้อย่างแน่นอน

ปัญหาของโจทย์นี้ ดูเหมือนง่าย หายโรค ก็จบ หากเป็นเช่นนั้นก็ดี ผลสำเร็จก็ไม่ยาก บุญที่เกิดจากการช่วยมนุษย์ก็คงมากมาย

แต่ความจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักเตือนเสมอว่า มันไม่ได้จบกันที่หายโรคในวันนี้

ก็เมื่อนิสัยเดิมที่สร้างกรรม และก่อให้เกิดโรคมันยังอยู่ การหายโรคในวันนี้ ก็เหมือนหนีเสือ แต่หากไปปะจรเข้ หายโรคนี้ เป็นโรคนั้น หรือ พบอุบัติเหตุ เสียชีวิต นั่นก็หมายความว่า ชีวิตไม่ประสพผลในการช่วยตนเหมือนกัน

ผลสำเร็จ จึงมิเพียงแต่หายโรคในวันนี้ หากแต่หมายถึงความปลอดภัยของชีวิต ในภายภาคหน้าด้วย นั่นคือ ปลอดทั้งเสือ ปลอดทั้งจระเข้ ผู้ช่วยจึงจะได้บุญ อันทำให้ชีวิตผู้นั้นรอด

สูตรแห่งความสำเร็จ ในศาสตร์สมุนไพร แท้จริงแล้วคือการใช้สมุนไพรเพื่อให้มนุษย์ได้ซาบซึ้ง และสัมผัสสุข และเกิดความอยากที่จะให้ชีวิตมีสุขเยี่ยงนี้ตลอดไป ทั้งภพนี้ ภพหน้า

เมื่อมนุษย์สัมผัสสุขและอยากได้สุขเยี่ยงนี้ ก็จะมาเรียนรู้และประพฤติตามธรรมคำสอน ... และเมื่อช่วยตนจนสำเร็จ กระบวนการสุดท้ายที่พระภูมีใช้เป็นไม้ตาย ที่จะปกป้องคนผู้นั้นให้รอดปลอดภัยทั้งเสือและจรเข้ อย่างแน่นอนในอนาคต นั่นคือ การเปลี่ยนนิสัยตน มาเป็นนิสัยพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งนี้ แม่ชีเมี้ยนเรียกว่า การให้สัจจะ หรือสัจจะธรรม เพื่อใช้ปฏิบัติเป็นนิสัยที่ดี เป็นหลักยึดของวิญญาณ

ดังจะเห็นได้จากอดีตถ้ำกระบอก เมื่อผู้ป่วยสามารถช่วยตนจนพ้นจากการเสพยาเสพติดแล้ว พระก็จะให้ผู้ป่วยเหล่านั้น รับสัจจะเพื่อไปปฏิบัติทุกคน

ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แต่ผู้ทำได้ ก็รอดปลอดภัย ส่วนผู้ที่ผิด ผลที่เกิดมักจะทวีคูณ ดังจะเห็นได้จากข่าวในอดีต ที่ผู้เสพเมื่อกลับไปเสพหรือขาย ก็จะประสพเหตุจนถึงแก่ชีวิต เป็นที่ร่ำลือ

หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้ฟังว่า หากทำตามนิสัยเดิม โรคก็จะหวนได้ ดังนั้น พระภูมีจึงสอนให้วางสัจจะ เป็นหลักปฏิบัติแก่ตน เป็นบางสิ่งบางอย่าง เพื่อความปลอดภัยของชีวิต ผู้ใดทำได้ จึงจะเรียกว่าชีวิตปลอดภัย แต่ผู้ไม่ทำ แม้นวันนี้จะหนีพ้น แต่ก็ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง

สัจจะนี้แหละคือไม้ตายของศาสน์ ที่อุปมาเหมือนชะนัก ที่ปักอยู่กลางหลังของผู้ทำ ้เป็นสติเตือนให้เป็นคนดี และใ่ช้คุ้มครองตน เมื่อใดที่สลัดทิ้ง นั่นหมายถึง ชีวิตที่จะต้องวนกลับไปอยู่ในวงเวียนกรรมเดิมของตน อันเป็นเหตุว่าทำไมโรคจึงหวน

จึงไม่แปลกใจว่า ผู้ที่จะประสพความสำเร็จในแนวทางนี้ ท้ายที่สุด จึงมีแต่เฉพาะคนดีเท่านั้น พวกที่หวังแอบมาทานสมุนไพร รักษาตนให้หาย .. รู้ไว้เถอะ เจ้าของเขารู้ทัน

บทจบของผู้ที่สำเร็จ จึงมิใช่แค่หายโรค แต่กลับเป็นข้อปฏิบัติต่างหาก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ว่า ไม่สนโรคหรอกว่าจะเป็นอะไรมา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ นิสัยต่างหาก เห็นแล้วหนาว

ทำให้คนหายโรค ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ทำให้คนรอดปลอดภัย ในภายภาคหน้านี้ซิ งานยาก ...

วันหนึ่งเมื่อพร้อมจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์ของสมุนไพรที่ทำให้หายโรคได้กันมากมาย ... เพื่อแสดงอำนาจของศาสน์ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แต่ไม่ได้บอกน่ะว่า หายโรคนี้แล้วจะไม่เป็นโรคอื่น จะไม่เกิดอุบัติเหตุ เขาแค่แสดงว่า ศาสน์ทำได้ แต่การจะหายจากกรรม ต้องทำเอง ต้องมาเรียนธรรมเอาไปปฏิบัติเพื่อช่วยตนเอง ใครก็ช่วยไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ธรรมเป็นของจริง การหายโรคเขาเรียกของแถม

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำไมต้องเริ่มที่วัดความดัน


ความจริงจากปากของแพทย์ทางจักษุของสหประชาติ ที่ได้มีโอกาสติดตาม ผู้ใหญ่ทางการเมืองท่านหนึ่ง มายังมูลนิธิเพื่อรักษาอาการทางตาของตน

หลังจากประสพความสำเร็จในการฟื้นฟูตาของตน จึงเล่าเรื่องให้ฟัง อันเป็นความจริงน่าตระหนก ในการใช้ทฤษฏีสมรู้ร่วมคิดกัน ระหว่างวงการแพทย์ และนักวิชาการ ร่วมกับนักธุรกิจ

นั่นคือ การเปลี่ยนค่ามาตรฐานสำหรับเกณฑ์ที่จะบอกว่า คนไข้มีอาการโรคความดันหรือไม้ จาก ๑๔๐ ถึง ๑๕๐ กลายมาเป็น ๑๑๐ ถึง ๑๒๐ แทน

ผลจากการเปลี่ยนเกฎฑ์นี้ ทำให้เพียงชั่วข้ามคืน จะมีคนไข้เป็นโรคความดันขึ้น หลายร้อยล้านคน หรือ เป็นพันล้านคน

หากนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์เท่านั้นเอง

สิ่งที่เขาชี้ให้เห็นความน่ากลัวที่กลายมาเป็นลูกโซ่แห่งความร่ำรวย นั่นคือ ผลจากการทานยาคุมความดันต่างหาก

เพราะเมื่อเริ่มทานยาคุมความดันแล้ว ก็จะก่อโรคที่สองที่สามตามมาอย่างง่ายดาย การขายยาความดัน จึงเป็นฉากหน้า ที่ให้กำไรต่ำ แต่ผลแห่งกำไรที่แท้จริง นั่นคือ โรคที่จะตามมา ไม่ว่า เก๊าต์ เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง ไต อัมพฤกต์... นี่แหละแหล่งขุมทรัพย์ของจริง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายให้เห็นชัด ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะยาเคมี ที่ทานเข้าไป มันไม่สามารถกำจัดได้หมด หากทานเป็นประจำ นั่นหมายถึงต้องทิ้งตัวที่หนึ่งที่ใดในร่างกาย ก่อให้เกิดพื้นที่ ที่เปรียบเสมือนสถานี ในการให้โรคพักอาศัย เพราะบริเวณนั้น ภูมิจะถูกทำลายลง

เมื่อร่างกายมีความดันไม่พอ ผลที่ตามมาก็คือ ระบบการตรวจสอบไม่ทำงาน ไม่รู้ว่าที่ใดมีปัญหา หลอดเลือดที่เปราะจึงไม่ถูกซ่อมแซม เส้นเลือดที่มีไขมันอุดตัน จึงไม่ถูกชะล้าง

หากเป็นภาพที่ใกล้ตัว นั่นคือ สถานีเหล่านี้ จะถูกเชื้อใช้เป็นที่พัก และก่อให้เกิดโรคนั่นเอง บริเวณที่ถูกกดทับ จะมีความเย็นบังเกิดขึ้น เพราะเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงได้ แลเชื้อก็อาศัยที่เย็นเหล่านี้แฝงตน

อาทิเช่น เชื้ออีโบล่า คนที่ทานยาเคมี เชื้อนี้ก็จะใช้สถานีนี้ เพื่อก่อตัวขึ้น และเมื่อเชื้อเจริญขึ้น ลักษณะของเชื้อไวรัส ก็จะมีอุณหภูมิ ที่สูง เพื่อความเหมาะสมในการเติบโตของตน จึงทำให้เกิดอาการไข้ เฉกเช่นเดียวกับไข้หวัด

คุณสมบัติที่โดดเด่น และเห็นชัดของศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ที่รู้ธรรมชาติตรงนี้ของมนุษย์ จึงเห็นได้ว่า สมุนไพรที่เราท่านทานกันอยู่ มักจะเป็นสมุนไพรที่มีอุณหภูมิธาตุสูง นั่นคือ เมื่อทานไปจะร้อนมาก เพื่อสร้างความคุ้นชินให้แก่ร่างกาย ให้ทนกับความร้อนสูงได้

คนมีไข้ ที่ว่าตัวร้อน ก็แค่สี่สิบกว่าองศา แต่สมุนไพรและกระโจม สร้างอุณหภูมิธาตุให้ร่างกายคุ้นชิน มากถึง หกสิบองศา

นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมร่างกายจึงสามารถรีด หรือ ขับของเสียและโรคออกจากร่างกายได้ เพราะ เชื้อเหล่านี้มันอยู่ในสภาวะนี้ไม่ได้นั่นเอง

การหยุดยาเคมี เพื่อไม่ให้มีสถานี แล้วใช้อุณหภูมิธาตุเพื่อทำลาย หรือ ต่อสู้กับเชื้อโรค นั่นจึงเป็นเหตุให้ ทำไมยามะพร้าวจึงมีความสำคัญมาก

หากใครหลงไปในวังวน ถูกจับวัดความดัน และเริ่มที่จะทานยาคุมความดัน นั่นหมายความว่า ตัวของตนเริ่มเข้าวงจรอุบาทว์ ที่ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ยิ่งกิน โรคยิ่งเพิ่ม

การเริ่มทานสมุนไพร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เราท่านหยุดทานยาเคมี ด้วยประการฉะนี้ ..

ทานยาไพลมะกรูด ทานยามะพร้าว ทานไปร้องไห้ไป เมื่อวันใดที่ร่างกายคุ้นชิน หลวงพ่อนิพนธ์บอก อีโบล่าก็ทำอะไรเราท่านไม่ได้อย่างแน่นอน

ปัญหาของผู้หญิงที่ไม่อยู่ไฟหลังคลอด เมื่อยามชรา ธาตุไฟในตัวอ่อน จึงกลายเป็นคนขี้โรค อ่อนแอ ... ก็ด้วยประการฉะนี้

แต่การอยู่ไฟ นั้นเป็นไฟจากภายนอก การทานยามะกรูด ยามะพร้าว หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า อุปมายกกองไฟไปอยู่ในตัวเลย จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมคนที่มีบุตรยาก เจอยามะพร้าว กลับมามีบุตรได้สบาย

... ใครได้ยิน เชิญชวน วัดความดันฟรี ... แล้ววิ่งเข้าใส่ ก็พึงระวัง

ว่างๆ ลองดูในเวป ในยาเคมีที่เราทาน เขาผสมหินอะไรไว้บ้าง ... นี่แหละขยะทั้งนั้น

บทพิสูจน์ความเป็นปราชญ์

เมื่อครั้งถ้ำกระบอกเปิดการรักษายาเสพติด ย่อมเป็นธรรมดาที่มีคนรัก คนเกลียด

เป้าหมายของคนเกลียด ย่อมมีสิ่งเดียวนั่นคือ ทำอย่างไรจึงล้มถ้ำกระบอกได้

กลวิธีต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นเด่นชัด นั่นคือ กระบวนการทางกฎหมาย

จึงไม่แปลก วันหนึ่งในอดีต สาธารณสุขอำเภอ จึงแจ้งข้อหาแก่หลวงพ่่อนิพนธ์ว่า เปิดรับการรักษาโรคโดยไม่มีใบอนุญาต

แต่สาธารณสุขอำเภอ ก็ถูกหลวงพ่อนิพนธ์ตอบกลับไปว่า ให้ไปบอกสาธารณสุขจังหวัด เปิดข้อกฎหมายดูว่า กฎหมายที่ว่านั้น ควบคุมเฉพาะการรักษาโรคใช่หรือไม่ และมีบัญญัติข้อใด หรือ หลักฐานใด ที่กล่าวว่า ยาเสพติดเป็นโรค นั่นคือ ติดจากเชื้อชนิดใด แลหากไม่มีเชื้อโรคใดๆ ทำให้เกิด จะมากล่าวหาพระว่ารักษาโรคได้อย่างไร

ผลของการกระทำโดยภาครัฐในขณะนั้น ไม่เพียงไม่สำเร็จ คือ ปิดถ้ำกระบอกไม่ได้ ซ้ำยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากประชาชน จนในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขจึงแก้ปัญหาด้วยการ แต่งตั้งถ้ำกระบอกให้เป็นศูนย์รักษายาเสพติด ออกใบอนุญาต และดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

มาวันนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของการให้บริการ สาธารณสุข รวมทั้งแพทย์หลายท่าน ได้ทำการร้องเรียนเรื่องของมูลนิธิ แต่ก็ติดที่กรมแพทย์แผนไทย ออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์และเวชกรรมแพทย์แผนไทยให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์แล้ว ทำให้ทำอะไรไม่ได้

ดังนั้น การย้อนอดีตถ้ำกระบอก เพื่อให้การดำเนินการของมูลนิธิไทยกรุณาหยุดลง จึงใช้มาตราการทางกฎหมายเช่นเดียวกัน นั่นคือ การไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งเป็นสถานพยาบาล อันหมายถึงไม่สามารถรับคนไข้ให้มาพักฟื้นได้นั่นเอง

หากแต่ความนี้ ก็ไม่เหนือความคาดหมายของแม่ชีเมี้ยน ดังนั้น แม้นว่าสมุนไพรจะสามารถให้โอกาสคนในการฟื้นฟูตนได้ทุกโรค แต่ก็ชี้เป้าไปยังโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ หากไม่นับยาเสพติด เพื่อเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน สู้กับสาธารณสุข หรือกฎหมาย ในยุคนี้

สาธารณสุขยุคนี้คงกระหยิ่มใจ เพราะหลวงพ่อนิพนธ์กำลังจะเปิดรับคนไข้ใน ในส่วนของโรคมะเร็ง อย่างเป็นทางการ

โอกาสปิดมูลนิธิมาถึงแล้ว ..... แต่คงไม่ง่ายอย่างนั้น

เพราะภูมิปัญญาของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ทางให้ เป็นเครื่องมือต่อสู้ เรียกว่า เห็นไส้ในคู่ต่อสู้ ย่อมมีช่องทางให้หลวงพ่อนิพนธ์เดิน

ฝ่ายจ้องปิด อาศัยกฎหมาย การไม่มีใบจัดตั้งสถานพยายาล เพื่อรับผู้ป่วยมาพัก เป็นข้ออ้างหลักในการดำเนินการ และใช้ขู่ตลอดมา ว่าเตือนแล้ว หากผิดต้องจับกุม

ช่องโหว่ที่เปิดอ้า ที่แม่ชีเมี้ยนชี้ไว้แต่อดีตจึงถูกนำมาใช้ นั่นคือ ให้สาธารณสุขไปเอาหลักฐานมาว่า มะเร็งเกิดจากเชื้อโรคชนิดใด เป็นโรคแบบไหน .... เฉกเช่นเดียวกับอดีตในการรักษายาเสพติด

หนังเรื่องนี้แม้นยังไม่จบ หากแต่บทจบก็คงไม่ต่างจากถ้ำกระบอก เพราะความจริงที่ปรากฎ มะเร็งไม่ใช่โรค แต่เป็นเซลล์ที่มีอยู่แล้วในกายคน เกิดเป็นรอบวัฐจักรทุก ๖ ปี ไปจนสิ้นอายุขัย หากร่างกายแข็งแรง ก็สามารถกำจัดเซลล์นี้ออกไปได้เอง

ตอนนี้ก็รอการฟ้องร้องจากกฎหมาย เราท่านที่เป็นโรคมะเร็ง ก็เตรียมสู้เหมือนอดีตยาเสพติด นั่นคือ การเก็บประวัติ ความเป็นไปของตัวเอง จากอดีตที่ใช้แนวทางอื่นๆ ก่อนมายังมูลนิธิ และสภาพความเป็นไปตลอดช่วงระยะเวลาในการมาทานสมุนไพร จนปัจจุบัน

เมื่อการนี้หนีไม่พ้น ต้องโดนเขาเล่นงานแน่ หากเราท่านให้ความร่วมมือ เตรียมข้อมูลเตรียมเอกสารไว้สู้ การเปิดรับคนไข้มะเร็งก็ไม่ต้องกลัวสาธารณสุขและ กลุ่มคนที่ต้องการปิดสถานที่นี้แล้ว

แม่ชี่เมี้ยนไม่เพียงให้ตำราสมุนไพร ยังเห็นภัยในอนาคต และวางเกมต่อสู้ให้อีก ... ขอเพียงทำตามคำมั่นสัญญา ไม่ขายสมุนไพร ... อะไรก็หยุดไม่อยู่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า แม้นจะมีที่ยืน แต่ก็คงชวนคนมาไม่ได้มาก เพราะความเชื่อมันฝังลึก แต่อย่างน้อย ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อ ศรัทธาและทำตาม ได้สัมผัส ความไม่มีโรค ทำได้จริง ได้เห็นว่า กรรมมีจริง บุญก็มีจริง ... ศาสนาพุทธ และพระพุทธเจ้า มีตัวตน ไม่เลื่อนลอย ... คำสอนของท่่าน ใครทำ ใครได้

หากไม่แน่จริง ผู้หญิงตัวเล็กๆ คงไม่สามารถยืนหยัดสู้กับจอมพล และกฎหมาย เถรสมาคม ... แบบผ่านตลอดอย่างแน่นอน